Posted by: thainewschool | 06/10/2009

เปิดเทอมวันแรก

เปิดเทอมวันแรก
“คุณพ่อของเธอประกอบอาชีพอะไร?” คุณครูแดงถามนักเรียนชายหน้าใหม่ชั้นประถมสองในวันเปิดเทอมวันแรก
“เป็นนักมายากลครับ” เด็กชายตอบ
“น่าสนใจจริง” คุณครูเอ่ยยิ้มๆ “คุณพ่อของเธอแสดงกลไหนเก่งที่สุดจ๊ะ”
“เสกคนให้เหลือครึ่งตัวครับ” เด็กชายพูดด้วยความภาคภูมิใจ
“เก่งมาก…แล้วเธอมีพี่น้องกี่คน?”
“ผมมีพี่ชาย 1/2 คน และพี่สาว 1/2 หนึ่งอีกสองคนครับ”

“โรงเรียน” พร้อมปฏิรูปการเรียนรู้แค่ไหน?*

โดย วีรนุช ปิณฑวณิช

คงเหลือเวลาอีกเพียงประมาณ 2 ปีเท่านั้นนับจากที่โรงเรียนจะเปิดเรียนภาคต้นปีการศึกษา 2543 ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ที่โรงเรียนจะต้องพัฒนาการจัดการศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์ทันตามกำหนดเวลาที่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติจะมีผลบังคับใช้ในปี 2545 อาทิเช่น แนวทางการจัดการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การจัดการศึกษาร่วมกับชุมชน ตลอดจนการเตรียมการเพื่อรับการประเมินคุณภาพและมาตรฐานทั้งภายในและภายนอก ซึ่งล้วนแต่เป็นภาระงานที่โรงเรียนต่างๆ สามารถเริ่มดำเนินการได้ก่อนกำหนดทั้งสิ้น

อย่างไรก็ดี รายงานผลการตรวจราชการโรงเรียนประจำปีงบประมาณ 2542 ของผู้ตรวจราชการทั้ง 12 เขตการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ที่พบว่า โรงเรียนทั่วไปยังมีวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบเก่าที่มุ่งสอนตามตำราประกอบกับความด้อยประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงานด้านอื่นๆ ของโรงเรียน ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยรวมของนักเรียนในระดับชั้นต่างๆ ต่ำกว่าเกณฑ์นั้น ดูจะเป็นเครื่องชี้ชัดเจนว่า โรงเรียนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถดำเนินการใดๆ เพื่อปรับเปลี่ยนและพัฒนาคุณภาพมาตรฐานของตนได้เท่าที่ควร

เนื่องจากอนาคตที่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ กำหนดให้สถานศึกษาทั้งหมดประมาณ 5 หมื่นแห่งทั่วประเทศจะต้องได้รับการประเมินมาตรฐานภายในและภายนอกภายในปี 2548 นั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นับแต่นี้ไป โรงเรียนต้องเร่งเตรียมและดำเนินการปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานของตนเพื่อให้ผ่านการประเมินดังกล่าว

“ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” ยังสับสน

ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาพบว่า การดำเนินงานเพื่อปรับปรุงคุณภาพของโรงเรียนนั้นประสบปัญหาติดขัดมากมาย ส่งผลให้โรงเรียนโดยทั่วไปยังไม่สามารถปฏิรูปการเรียนรู้ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาได้

เนื่องจากการดำเนินงานเพื่อปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมายังไม่มีองค์ความรู้ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ที่แม้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) จะพยายามรวบรวมองค์ความรู้ดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2540 และมีโครงการอบรมให้ตัวแทนของกรมต้นสังกัดต่างๆ นำไปขยายผลเป็นความรู้แก่ครูต่อไปมาแล้วหลายโครงการ หากก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก เนื่องมาจากทั้งผู้ให้และรับการอบรมต่างยังไม่มีความเข้าใจพอทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ ทำให้ผู้รับการอบรมไม่สามารถนำไปขยายผลได้ จนกระทั่งถึงโครงการครูต้นแบบ-ครูแห่งชาติ ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2541 แม้จะมีรูปแบบที่ดี ด้วยเป็นการขยายผลจากครูถึงครูโดยตรง แต่จนบัดนี้ยังไม่มีการประเมินว่าโครงการดังกล่าวดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด

หรือแม้แต่กรมต้นสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการที่รับผิดชอบงานปฏิรูปการศึกษาก็ดูจะไม่มีความรู้ความเข้าใจชัดเจนว่าเด็กเป็นศูนย์กลาง (Child Centered) คืออะไร จะปฏิบัติได้อย่างไรเมื่อเป็นเช่นนี้ ครูในฐานะผู้ปฏิบัติจึงมีความเข้าใจแตกต่างกันไป

บ้างเข้าใจว่าการปฏิรูปการเรียนรู้คือการบูรณาการ บ้างตั้งคำถามว่าคือใยแมงมุม (Mind Mapping) อย่างเดียวหรือ หลายคนถามว่าสอนเด็กเป็นศูนย์กลางคือการที่ต้องคอยถามเด็กก่อนหรือว่าอยากจะเรียนอะไร และหากเด็กต้องการเรียนอะไรก็ได้กระนั้นหรือ บ้างก็เข้าใจว่าแนวทางการสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางนั้นใช้ได้แต่เฉพาะวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต หรือ สปช.เท่านั้น บางคนคิดว่าสามารถทำความเข้าใจได้ด้วยการศึกษาจากเอกสาร แต่ไม่สามารถนำวิธีต่างๆ ที่ตนรู้นั้นไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้

“เมื่อครูยังไม่เข้าใจหลักการ ตลอดจนวิธีปฏิบัติ ส่งผลให้เวลาสอน แต่ละคนลังเล และไม่แน่ใจว่าแนวทางที่ตนปฏิบัติอยู่นั้นเป็นแนวทางที่ถูกต้อง” นางพิมพรรณ มงคลอิน ครู ร.ร.วิเศษชัยชาญ (ตันติวิทยาภูมิ) อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง สังกัดกรมสามัญ กล่าว

“เมื่อไม่แน่ใจ ก็ส่งผลให้วิธีการสอนแบบเก่าๆ กลับมาเป็นแนวทางหลักในการจัดการเรียนการสอนของครูต่อไป” นางวิมล เข็มเพ็ชร ครู ร.ร.ชุมชนวัดบางขัน กทม. กล่าวสรุปและว่า แม้จะพยายามทำความเข้าใจและได้รับการอบรมอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้

อาจเป็นเพราะการจัดอบรมครูที่ผ่านมานั้นยังมีปัญหาอยู่มาก เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นเพียงการให้ความรู้ทางทฤษฎีว่าแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้คืออะไร ซึ่งไม่เพียงพอที่จะทำให้ครูสามารถนำไปปฏิบัติได้ นายวิชาญ เลิศลพ อาจารย์ประจำหมวดวิทยาศาสตร์ ร.ร.สุรศักดิ์มนตรี จึงเสนอผ่าน สานปฏิรูป ว่า หากต้องการให้การปฏิรูปการเรียนรู้ในโรงเรียนเคลื่อนไปข้างหน้า ควรลงลึกสู่การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้มาก ไม่ใช่เพียงแค่ให้ความรู้เชิงทฤษฎีดังเช่นที่ผ่านมา และที่สำคัญ ควรให้ผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ลงไปจัดอบรมให้ครูในพื้นที่โรงเรียนต่างๆ โดยตรงมากกว่าที่จะจัดกันเฉพาะในส่วนกลางเท่านั้น เพื่อให้ครูได้รับการอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างทั่วถึงกัน

“ครูหลายคนมีความสนใจในแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้ แต่ยังไม่มีพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในแนวทางดังกล่าว ครูที่มีโอกาสไปอบรมมักเป็นครูฝ่ายบริหาร วิชาการ ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถนำความรู้ที่ได้มาใช้แล้ว ก็ยังไม่สามารถนำมาถ่ายทอดขยายผลเป็นความรู้ให้กับครูที่เหลือในโรงเรียนได้” ครูของ ร.ร.วัดหนองปลิง อ.ห้วยกระเจาะ จ.กาญจนบุรี สังกัด สปช. เปิดเผย

อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับเรื่องการอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพครูนี้ แม้คณะกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ จะมีมติให้จัดทำโครงการพัฒนาครูแกนนำสู่ครูต้นแบบขึ้นเมื่อประมาณปลายปี 2542 เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้ของครูให้ครบทุกคนทุกสังกัดในปี 2545 หากนับแต่เริ่มโครงการก็มีปัญหาติดขัดเรื่องการสรรหาครูแกนนำของแต่ละสังกัดให้ครบ 10% เนื่องจากครูในแต่ละกรมต้นสังกัดที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ยังมีจำนวนน้อย และมีข้อจำกัดในเรื่องการขยายผล เพราะหากโครงการดังกล่าวกำหนดเวลาและเร่งขยายผลมากเกินไปก็อาจกระทบต่อคุณภาพของครูต้นแบบและครูเครือข่ายที่ครูต้นแบบทำการขยายผลได้ ประกอบกับประมาณ 5 เดือนที่ผ่านมายังอยู่ในช่วงการอบรมครูแกนนำชุดแรก ทำให้ขณะนี้โครงการดังกล่าวยังไม่สามารถขยายความรู้ความเข้าใจแก่ครูอย่างกว้างขวางได้

นอกจากนี้ครูของโรงเรียนแห่งหนึ่งในเขต กทม.ยังเปิดเผยว่า มีครูตามโรงเรียนต่างๆ อีกเป็นจำนวนมากที่ไม่เชื่อและไม่ยอมรับว่า การปฏิรูปการเรียนรู้แบบเด็กเป็นศูนย์กลางจะสามารถพัฒนาการศึกษาของชาติได้ เนื่องจากครูเหล่านั้นมีความเชื่อแบบเดิมๆ ว่า เด็กไม่สามารถคิดได้เอง ประกอบกับปัญหาส่วนตัว โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่ครูส่วนใหญ่มีรายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย ครูเหล่านั้นจึงมีเพียงความคิดว่าจะเอาตัวรอดได้อย่างไร ด้วยการสอนพิเศษบ้าง หรือประกอบธุรกิจอย่างอื่นบ้าง ที่ล้วนมีผลกระทบต่อเวลาในการพัฒนาการเรียนการสอน

ทั้งยังมีครูอีกหลายคนที่เกรงว่าการปฏิรูปการเรียนรู้จะเป็นภาระงานหนักในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาตนเองเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปี 2545 ครูส่วนหนึ่งจึงเตรียมเข้าโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดเพื่อหนีสภาพบังคับของกฎหมาย ไม่สนใจที่จะพัฒนาความรู้ความสามารถและปรับเปลี่ยนแนวทางการสอนของตน

ด้วยปัญหาต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นส่งผลให้ภาพรวมของการดำเนินการเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียนทั่วไปยังไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ ครูส่วนใหญ่ยังมีแนวการจัดการเรียนการสอนแบบเดิม ซึ่งหากการดำเนินการปฏิรูปการศึกษายังมีสภาพเช่นนี้ต่อไปโดยไม่ได้รับการแก้ไขในอีก 2 ปีที่เหลือ การดำเนินการเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ก็คงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษา ที่ต้องการให้เด็กมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ มีความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนมีทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเองและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนแต่เป็นดัชนีชี้วัดสำคัญในการประเมินคุณภาพและมาตรฐานของโรงเรียนตามที่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ กำหนดได้

ผู้บริหารสถานศึกษาขาดคุณภาพ

สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้การดำเนินการปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียนทั่วไปไม่สามารถเคลื่อนไปได้คือผู้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่ยังขาดคุณภาพ เนื่องจากในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา พบว่ามีผู้บริหารจำนวนไม่น้อยที่ไม่ให้โอกาสและส่งเสริมการพัฒนาความรู้ความสามารถของครูเท่าที่ควร

การพัฒนาครูของผู้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่มักเป็นเพียงการแจ้งข่าวสารเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาที่ส่วนงานต่างๆ แจ้งไปยังโรงเรียนให้ครูทราบในลักษณะของหนังสือเวียน อีกทั้งด้วยสาเหตุที่ผู้บริหารสถานศึกษาเหล่านั้นยังไม่มีความรู้ความเข้าใจพอเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้ จึงไม่สามารถให้คำปรึกษาและความรู้ความเข้าใจแก่ครูได้

รายงานการวิจัยของโครงการวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญใน จ.สกลนคร : กรณีศึกษาการวิจัยและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อการปฏิรูปทั้งโรงเรียน ที่คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดทำเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เมื่อต้นเดือนเมษายน 2543 พบว่า คณะผู้บริหารของบางสถานศึกษาในจังหวัดยังขาดความรู้ความสามารถทั้งในเรื่องการดำเนินการปฏิรูปการเรียนรู้ ตลอดจนการบริหารจัดการด้านอื่นๆ ที่จะสนับสนุนการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครู และในที่สุดได้ปฏิเสธแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

ด้วยความไม่สนใจ ไม่เข้าใจ และขาดความรู้ความสามารถของผู้บริหารดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้การดำเนินการใดๆ เพื่อพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนโดยเฉพาะกาจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจแก่ครูในเรื่องการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เป็นภาพที่ยังไม่เกิดขึ้นในโรงเรียนทั่วไปส่วนใหญ่

“เมื่อตัวผู้บริหารสถานศึกษาไม่สนใจและบอกว่า การปฏิรูปการเรียนรู้ทำไม่ได้ ก็คงเป็นไปได้ยากที่ครูผู้น้อยจะลุกขึ้นมาต่อสู้ฝ่าฟัน พัฒนาความรู้ความสามารถกันเอง” ครูของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี กล่าว

ต่อปัญหาเรื่องขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินการจัดอบรมนั้น หากผู้บริหารโรงเรียนสนใจที่จะจัดอบรมพัฒนาความรู้ความสามารถของครูอย่างแท้จริง ก็อาจของบฯ บางส่วนจากหน่วยงานเอกชนในพื้นที่ได้

“ถ้าผู้บริหารมีความรู้ความสามารถและแข็งขันในเรื่องการปฏิรูปแล้ว เชื่อว่าครูในโรงเรียนคงจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีแน่ๆ” แหล่งข่าวครูรายหนึ่งกล่าวยืนยัน

นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้บริหารจำนวนไม่น้อยขาดความยุติธรรมและจริยธรรมในการบริหารงาน มีการเลือกปฏิบัติ ส่งผลให้ครูที่ทำงานดีซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีเวลาใกล้ชิดกับผู้บริหารไม่ได้รับการพิจารณาความดีความชอบ หรือผู้บริหารบางคนที่หากเห็นครูคนใดปฏิบัติงานดีเกินกว่าที่ผู้บริหารทำ มีคนยกย่อง ก็กลับขัดขวางไม่สนับสนุน ทำให้ครูที่ปฏิบัติดีในโรงเรียนขาดขวัญกำลังใจและจำนวนมากเพิกเฉยต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่

ความด้อยคุณภาพของผู้บริหารสถานศึกษาทั้งในเรื่องความรู้ความสามารถและจริยธรรมนี้เอง ที่ทำให้ครูหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ผู้บริหารจำนวนมากเคยเป็นครูที่ไม่มีคุณภาพ ไม่มีความรู้ความสามารถมาก่อน ครั้นขึ้นเป็นผู้บริหารเป็นผู้บริหารก็ทำงานโดยใช้ “อำนาจ” ในการบริหารงานเป็นหลัก ขาดการสื่อสารกับครูในลักษณะกัลยาณมิตร ทำให้การปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียนไม่อาจเคลื่อนไปข้างหน้าได้

แม้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ จะกำหนดให้ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเป็นเครื่องประกันคุณภาพ หากที่ผ่านมาข้อกำหนดเรื่องใบประกอบวิชาชีพผู้บริหารตาม พ.ร.บ.การศึกษาฯ ยังไม่มีผลบังคับใช้จึงปรากฏสภาพความด้อยคุณภาพของผู้บริหารอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การปฏิรูปการเรียนรู้ของครูตามโรงเรียนต่างๆ ยังไม่ก้าวหน้าและไม่พร้อมที่จะรับการประเมินคุณภาพและมาตรฐาน

ปัญหาความเข้าใจของผู้ปกครอง-ชุมชน

ข้อกำหนดหนึ่งของ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ในเรื่องการพัฒนาการจัดการศึกษาของโรงเรียนก็คือ โรงเรียนจะต้องเปิดให้ผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา แต่เกือบทุกโรงเรียนยังประสบปัญหาอยู่มากในการดำเนินการ เนื่องจากผู้ปกครองและชุมชนยังไม่มีความเข้าใจในแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง โดยมักตั้งคำถามว่า เหตุใดชุมชนจึงต้องเข้าไปร่วมจัดการศึกษาให้กับลูกหลานของตน ในเมื่อเรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของโรงเรียนและครูมาเป็นเวลานาน

ส่งผลให้ชาวบ้านไม่เข้าใจวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ นอกโรงเรียน ดังเช่นที่นายเชษฐา ชาบาง ครู ร.ร.บ้านคลองตะเคียน จ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าทำไมครูต้องพานักเรียนไปศึกษาตามบ้านชาวบ้านในเรื่องการทำเกษตรและเรื่องอื่นๆ

อย่างไรก็ดี หากโรงเรียนสามารถดำเนินการให้ผู้ปกครอง-ชุมชนเกิดความเข้าใจ ตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตนต่อการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียน กระทั่งเข้ามีส่วนร่วมในการดำเนินการจัดการศึกษาของโรงเรียนได้ ก็จะสามารถเป็นพลังเสริมให้การดำเนินการปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียนเดินหน้าไปมากกว่าที่เป็นอยู่ เช่นที่ ร.ร.บ้านผาจั๊บ ต.ทุ่งแล้ง อ.ลอง จ.แพร่ สังกัด สปช. จากในอดีตที่ชาวบ้านเห็นการศึกษาเป็นเรื่องของครูและโรงเรียน แต่จุดเริ่มต้นจากการสร้างศรัทธาในตัวครู การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ก็ทำให้ชาวบ้านเริ่มเห็นความสำคัญและเข้ามาช่วยกันพัฒนาโรงเรียนมากขึ้นในรูปของคณะกรรมการโรงเรียน ตั้งแต่การช่วยคิดหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ การเข้ามีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาและวิชาชีพท้องถิ่น การใช้แรงกายช่วยพัฒนาอาคารสถานที่ของโรงเรียน กระทั่งการบริจาคทรัพย์สินเงินทองให้โรงเรียนที่แม้ไม่มากนัก แต่ก็พอเป็นทุนสมทบกับส่วนอื่นๆ เพื่อการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาโรงเรียนได้ เช่นเดียวกับโรงเรียนอีกหลายแห่ง ที่เมื่อชุมชนเข้ามีส่วนร่วมดำเนินการพัฒนาการจัดการศึกษา ก็เป็นแรงเสริมให้การพัฒนาโรงเรียนในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะการปฏิรูปการเรียนรู้ ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แม้กระนั้นก็ตาม ผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งที่จะทำให้บทบาทความร่วมมือของผู้ปกครอง-ชุมชน ในการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนเกิดขึ้นได้ก็คือ ครูและผู้บริหารสถานศึกษา เพราะจากประสบการณ์ของโรงเรียนส่วนใหญ่ที่ประสบผลสำเร็จในการให้ชุมชนเข้ามีส่วนร่วมดำเนินงานต่างๆ ของโรงเรียนล้วนแต่มีครูและผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้จุดประกายและเข้าหาผู้ปกครองและชุมชนก่อน ผู้ปกครอง-ชุมชนจะสามารถเข้าใจแนวทางปฏิรูปการศึกษาได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนหนึ่งจึงขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจของครูและผู้บริหารด้วย

เพราะหากครูและผู้บริหารส่วนใหญ่ยังไม่มีความเข้าใจถูกต้องชัดเจนตรงกันในเรื่องจุดประสงค์และองค์ความรู้ของการปฏิรูปการเรียนรู้ ตลอดจนยังไม่สามารถปฏิบัติให้เกิดผลแก่เด็ก ให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตลอดจนมีทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเองได้ การจะประชาสัมพันธ์ชี้แจงทำความเข้าใจหรือขอความช่วยเหลือจากผู้ปกครอง-ชุมชนก็คงเป็นเรื่องยาก

พัฒนาครู ผู้บริหาร งานที่ทุกกรมต้องทำ

ดร.ปรัชญา เวสารัชช์ ประธานส่วนงานพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปฏิรูปการศึกษา (สปศ.) ได้กล่าวถึงความสำคัญของผู้บริหารสถานศึกษาในการปฏิรูปการศึกษาว่า หากผู้บริหารสถานศึกษาในฐานะหัวเรือใหญ่ยังด้อยคุณภาพอยู่เป็นจำนวนมาก การจะพัฒนาความรู้ความสามารถและปฏิรูปการเรียนรู้ของครูก็เป็นเรื่องยาก แนวทางการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาจึงเป็นสภาพบังคับของกฎหมายที่ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเร่งพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของตน

“หากสามารถพัฒนาคุณภาพความรู้ความสามารถของผู้บริหารสถานศึกษาทั้งหมดตามแนวทางปฏิรูปการศึกษาได้สำเร็จ ก็จะสามารถเป็นผู้นำในการดำเนินการปฏิรูปการเรียนรู้ของครูให้เกิดผลเร็วขึ้นได้” ดร.ปรัชญา กล่าว

ส่วนการพัฒนาคุณภาพครู ทาง สปศ.ได้จัดให้มีหลักสูตรเร่งรัดระยะสั้น โดยใช้รูปแบบของการศึกษาทางไกล เพื่อเผยแพร่ให้เกิดความรู้ความเข้าใจบทบาทหน้าที่และทัศนคติที่เหมาะสม ตลอดจนพัฒนาตนเองตามแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้ต่อไป แนวทางในการผลิตครูในอนาคตที่อาจต้องเรียนหลักสูตร 5 ปี และแนวทางต่างๆ ในการออกใบประกอบวิชาชีพครู เช่น ต้องเป็นผู้ที่มีวุฒิปริญญาตรีและมีประสบการณ์การสอนไม่น้อยกว่า 2 ปี จึงจะมีสิทธิขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งต้องประเมินตามคุณสมบัติที่ พ.ร.บ.การศึกษากำหนด ก็เป็นข้อบังคับที่ทำให้ครูต้องพัฒนาตนเอง

เมื่อผู้บริหารและครูได้พัฒนาความรู้ความสามารถ เกิดความเข้าใจและสามารถปฏิบัติงานการจัดการเรียนการสอนที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางได้ จะเป็นพลังสำคัญทำให้การดำเนินงานเพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาของโรงเรียนในส่วนอื่นๆ ก้าวหน้าไปด้วย เช่น การประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง-ชุมชนเกี่ยวกับแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้ การจัดแหล่งเรียนรู้ ตลอดจนงานอื่นๆ เพื่อเสริมการพัฒนาการจัดการศึกษา

แต่อย่างไรก็ดี ผู้บริหารสถานศึกษาและครูทั่วไปคงยังไม่สามารถทำความเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนรู้ได้ หากองค์ความรู้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบเด็กเป็นศูนย์กลางคืออะไร ปฏิบัติอย่างไร ยังไม่มีความชัดเจน ด้วยตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) ที่รับผิดชอบด้านนโยบายการจัดการศึกษา จึงได้พยายามรวบรวมและจัดทำร่างองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสำคัญที่สุดขึ้น เพื่อให้ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน ได้ใช้เป็นคู่มือในการศึกษาทำความเข้าใจ ตลอดจนในการปฏิบัติการสอน อีกทั้งเป็นคู่มือประกอบการอบรม ซึ่งขณะนี้ร่างดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยและกำลังเตรียมเผยแพร่เป็นความรู้แก่ครูต่อไป

ส่วนทางสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) หน่วยงานการศึกษาที่ต้องรับผิดชอบในการพัฒนาครูในสังกัดจำนวนมากถึง 5 แสนคน ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการพิเศษเพื่อการปฏิรูปการศึกษา สปช.กล่าวว่า นอกจากครูแกนนำชุดแรกของ สปช.จำนวนประมาณ 18,000 คน ที่จะได้รับการพัฒนาเป็นครูต้นแบบและทำการขยายผลต่อไป โครงการโรงเรียนแกนนำปฏิรูปจังหวัดละ 2 โรงเรียน รวม 152 โรงเรียนที่ทำไปแล้วปีกว่า คาดว่าโรงเรียนเหล่านั้นจะสามารถเป็นผู้นำในการปฏิรูปได้

อีกทั้งด้วยเหตุที่ สปช.ได้ตระหนักว่า ยังมีครูอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่สนใจและไม่เข้าใจแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้ จึงได้พยายามเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจดังกล่าวทั้งด้วยการจัดทำเอกสารเกี่ยวกับองค์ความรู้ในการจัดการเรียนการสอนแจกครู การเผยแพร่ทางสื่อมวลชนต่างๆ อีกทั้งเพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจของครูมากขึ้น ทาง สปช.จึงจะจัดให้มีโครงการพัฒนาสถานศึกษาทั้งระบบขึ้นในปี 2543 นี้ ทั้งโรงเรียนและครูจะได้รับการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน

อย่างไรก็ดี แนวทางแก้ไขของ สปช. ดูจะยังไม่สามารถทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาอย่างกว้างขวางได้เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นเพียงการสร้างกระแสและเสริมความรู้ความเข้าใจของครูในรูปแบบเอกสาร หนังสือ แต่ยังขาดมาตรการจูงใจบังคับเพียงพอที่จะทำให้ครู ผู้บริหารสถานศึกษาเร่งศึกษาและปฏิบัติตามเพื่อขับเคลื่อนให้การปฏิรูปการเรียนรู้ยายผลในวงกว้างกว่าที่เป็นอยู่ได้ ส่วนการขยายผลด้วยการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่ครูนั้น นอกจากโครงการครูแกนนำซึ่งมีครูแกนนำเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่จะได้รับการประเมินสู่ครูต้นแบบและทำการขยายผลแก่เพื่อนครูอีก 10 คน ก็ดูจะยังไม่มีโครงการใดที่จะสร้างความเข้าใจและขยายผลในทางปฏิบัติแก่ครูได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

แม้ที่ผ่านมา การดำเนินการปฏิรูปการเรียนรู้จะประสบปัญหาติดขัดมากมาย ทำให้การพัฒนาการจัดการศึกษาของโรงเรียนโดยทั่วไปไม่สามารถเคลื่อนไปได้ แต่ด้วยสภาพบังคับของ พ.ร.บ.การศึกษาฯ เกี่ยวกับการประเมินมาตรฐานภายในและภายนอก โดยมีเกณฑ์สำคัญคือ ผู้บริหารสถานศึกษามีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม ส่งเสริมและสามารถทำงานร่วมกับชุมชนได้ ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนตามแนวทางที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีคุณธรรมจริยธรรม และสำคัญที่สุดคือผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้ได้ มีทักษะในการแสวงหาและเรียนรู้ด้วยตนเองได้ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่โรงเรียนต่างๆ ต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์สำคัญต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ และมีหน่วยงานด้านการศึกษาทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติช่วยเสริมความรู้ความเข้าใจทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ ตลอดจนสนับสนุนในเรื่องต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาการจัดการศึกษาของโรงเรียนให้คืบหน้าไปได้มากกว่าที่เคยทำๆ กันมาแบบลูบหน้าปะจมูก

———————————————————————————————————

*พิมพ์ครั้งแรกใน คอลัมน์ ข่าวปก นิตยสารสานปฏิรูป ปีที่ 3 ฉบับ 26 เดือนพฤษภาคม 2543. ผมเลือกสรรมาเผยแพร่อีกครั้งเพื่อบันทึกประเด็นปัญหาการศึกษาไทยที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว และดูเหมือนว่าประเด็นปัญหาหลักๆ ยังคงอยู่ครบถ้วน ใช่หรือไม่ โปรดพิจารณา

ะบบการเรียนรู้ใหม่ ไปให้พ้นวิกฤตยุคสมัย

โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี

… การบูชาคนที่ควรบูชา ข้อนี้เป็นมงคลสูงสุด วันนี้มีงานอาจาริยบูชาครูต่อท่านอาจารย์ระพี สาคริก ซึ่งเป็นปูชนียธรรม จึงถือเป็นมงคลสูงสุด ขอให้ผู้ร่วมงานได้รับมงคลนี้ร่วมกัน

ท่านอาจารย์ระพีเป็นตัวอย่างของคนที่ใช้ศักยภาพของความเป็นมนุษย์สูงสุด ความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่มีคุณค่า มนุษย์ทุกคนควรจะมีโอกาสพัฒนาศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์ ถามว่าศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์คืออะไร คือการเข้าถึงความจริง ความดี และความงาม ทั้งสามส่วน คือความจริง ความดี และความงาม ในความจริงคือความดีและความงาม  ในความดีมีความจริงและความงาม ในความงามมีความจริงและความดี ถ้าใครเข้าถึงความจริง คือความเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่ง สรรพสิ่งทั้งหมดทั้งจักรวาล จะเป็นมนุษย์ เป็นดวงดาว ธรรมชาติทั้งหมด ล้วนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ว่าเรามีจิตเล็ก เห็นแยกส่วน จิตอยู่กับตัวเอง อยู่กับพรรคพวก อยู่กับหมู่คณะ อยู่กับชนเผ่า อยู่กับผิวสี อยู่กับศาสดาของตัวเอง แม้แต่พระผู้เป็นเจ้าบางทีก็ดึงมาให้เป็นพระผู้เป็นเจ้าของเผ่าพันธุ์ของตัวเอง มิใช่พระผู้เป็นเจ้าของคนทั้งหมด หรือของจักรวาลทั้งหมด ซึ่งเป็นไปอย่างคนมีจิตเล็กที่แยกส่วน

แต่ถ้าใครเข้าถึงความจริง คือความเป็นทั้งหมด ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็จะบรรลุอิสรภาพ หลุดพ้นจากความคับแคบที่จิตเข้าไปติดอยู่ ถ้าเข้าถึงความจริงก็จะบรรลุอิสรภาพ บรรลุความสุข บรรลุความรักอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และต่อธรรมชาติทั้งมวล เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของมนุษย์คือการบรรลุความจริง บรรลุความดี บรรลุความงาม

การศึกษาของเราทั่วทั้งโลกไม่ได้นำไปสู่การพัฒนาศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์ แต่ไปเอาความรู้หรือวิชาเป็นตัวตั้ง คิดแยกส่วนแยกเสี้ยว ความรู้ไม่มีพลังพอ มักจะรู้เป็นเรื่องๆ อย่างแยกกันไป เพราะฉะนั้นความรู้ไม่มีพลังพอที่จะต้านอำนาจของกิเลส อย่างคนยุโรปที่เชื่อมั่นต่อวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์เป็นความรู้ อาจจะลึกซึ้ง มีพลัง มีสติ แต่ว่าวิทยาศาสตร์ก็เป็นความรู้ ยังไม่ใช่ปัญญา เป็นความระวัง เพราะฉะนั้นชาวยุโรปนั่นใช้ความรู้นี้ไปเปลี่ยนเป็นอำนาจ อำนาจอาวุธ เรือรบ ปืนใหญ่ ปืนกล เกิดอำนาจจริงอันมหาศาลที่มนุษย์ที่มนุษย์ไม่เคยพบมาก่อน และใช้อำนาจฆ่าผู้คนไปหมดเพื่อแย่งชิงกัน อารยธรรมที่มีมานานไม่สามารถต้านทานอำนาจยิงทรงพลังมหาศาลของคนยุโรปได้ อันนี้แสดงว่าตัวความรู้ไม่มีอำนาจพอที่จะต้านอำนาจกิเลสมนุษย์ อำนาจกิเลสจะมาเอาความรู้ไปใช้เพื่อแปรเป็นอำนาจ ต่อไป เราจะเกิดการแย่งชิงทรัพยากรต่างๆ จะเกิดเป็นวงจร ความรู้ อำนาจ เงิน  เงินมากำหนดความรู้ว่าอยากให้ความรู้อะไรเกิด เหมือนในมหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมดจะถูกกำหนดด้วยเงิน ไม่มีเลยที่จะมานึกถึงชาวบ้าน นึกถึงชุมชน นึกถึงวัฒนธรรม ความรู้คืออำนาจแล้วก็เงิน วนเวียนกัน เพราะฉะนั้นการศึกษาปัจจุบันไม่สามารถสร้างสันติสุขขึ้นในประเทศไทยและในโลกได้

ในโลกมีการศึกษา มหาวิทยาลัยดังๆ ในโลก สแตมฟอร์ด เยล เยอะแยะไปหมด มีคนได้โนเบิลไพร์ซทุกปีในฐานะพบความรู้อันมหัศจรรย์ แต่ว่าโลกก็วิกฤตมากขึ้นเรื่อยๆ เข้าไปสู่วิกฤติของความแตกต่าง ความไม่เท่าเทียม ความขัดแย้ง ความรุนแรง การทำลายทั้งตนเอง สังคม สิ่งแวดล้อม จนเกิดวิกฤตการณ์แห่งยุคสมัย แล้วไม่มีทางออก

วิกฤตการณ์ปัจจุบัน ถ้าจะพูดไปก็เป็นวิกฤตการณ์ของการศึกษา ที่เรามีการศึกษาอย่างที่ว่า เพราะว่ามนุษย์มีศักยภาพสูงสุด แต่การศึกษาไม่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพสูงสุดของมนุษย์ กลับไปจับเฉพาะเรื่องความรู้ ตกอยู่ในอำนาจของกิเลสทั้งหมด เพราะฉะนั้นถ้าจะนึกถึงการเรียนรู้ใหม่ ระบบการเรียนรู้ใหม่ เราอาจจะนึกว่าปฏิรูปการเรียนรู้ก็ได้ให้มนุษย์ได้เข้าถึงศักยภาพของตน คงจะต้องทบทวนทั้งหมด คงจะไม่ใช่ปฏิรูปการศึกษาที่ทำกัน จริงๆ แล้วไม่ใช่การปฏิรูปการศึกษา เป็นการปฏิรูปกระทรวงศึกษาฯ มากกว่า

ท่านอาจารย์ระพี สาคริก

การปฏิรูปการศึกษาต้องปฏิรูประบบการเรียนรู้ เราเรียนรู้อย่างไร ถ้าพูดเรื่องการเรียนรู้ ปัญหาใหม่ของเรา เราเอาความรู้แยกส่วนออกจากชีวิต การศึกษาคือจุดที่โยงชีวิต เอาการศึกษามาจัดเป็นวิชาต่างๆ ลืมฐานชีวิต วิถีชีวิตไปหมดเลย ตราบใดที่รัฐบาลมีนโยบายว่าจะปฏิรูปการศึกษา เอาคุณธรรมนำความรู้ คงต้องมาดูระบบการศึกษา ถ้าตราบใดการศึกษายังเอาวิชาเป็นตัวตั้ง จริยธรรมเป็นตัวตาม การศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้งและบวกวิชาจริยธรรม จริยธรรมไม่ใช่ชีวิต จริยธรรมเป็นวิถีชีวิต ท่านอาจารย์พุทธทาสเรียกการศึกษาปัจจุบันว่าการศึกษาหมาหางด้วน คือเอาวิชาเป็นตัวตั้งแล้วค่อยมาเพิ่มเรื่องจริยธรรม หมายความว่าเรียนหนังสือ เรียนวิชาความรู้ต่างๆ เรียนเพื่ออาชีพ และอีกอันคือเรียนจริยธรรม การศึกษาหมาหางด้วน ท่านวิจารณ์ว่าจริยธรรมมันขาดไป

การศึกษาหาความรู้ เอาวิชาจริยธรรมมาสอนในโรงเรียนแต่ยังเอาวิชาเป็นตัวตั้ง จริยธรรมก็อ่อน ต้องดูโครงสร้างของการเรียนรู้ ถ้าเราดูโครงสร้างของการศึกษา โครงสร้างกระทรวงศึกษาในยุคปฏิรูป คงต้องดูโครงสร้างการปฏิรูป โครงสร้างการเรียนรู้จะมีอิฐอยู่สามกลุ่มใหญ่ๆ หนึ่งอิฐทางวัฒนธรรม อิฐทางวิทยาศาสตร์ และอิฐทางจิตตปัญญาศึกษา ความรู้ในตำรากับความรู้ในตัวคน มีฐานที่มากับความหมายต่างกัน ความรู้ในตัวคนได้มาจากประสบการณ์ชีวิต จากการทำงาน ความรู้ในตัวคนอยู่ในฐานวัฒนธรรม เพราะมาจากประสบการณ์ชีวิต ทุกคนมีความรู้ในตัว  ชาวบ้านทุกคนมีความรู้ในตัว ส่วนความรู้ในตำรานั้นมาจากการรวบรวม การวิเคราะห์ ฐานทางวิทยาศาสตร์ ทั้ง 2 อย่างมีความสำคัญต่างกัน ความรู้ในตัวคนทุกคนมี ความรู้ในตำราน้อยคนมี ถ้าเราเคารพความรู้ในตำรา คนน้อยคนเป็นคนมีเกียรติ ถ้าเราเคารพความรู้ในตัวคน คนทุกคนมีเกียรติ ช่างเสริมสวยมีเกียรติ ชาวไร่ชาวนามีเกียรติ  ช่างผสมปูนมีเกียรติ เพราะคนทุกคนมีความรู้อยู่ในตัว ตรงนี้มีความหมายต่างกันในการศึกษาของเราที่เอาตำราเป็นตัวตั้ง มีคนเตือนการศึกษาที่จัดตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ว่า การศึกษาแบบนี้ จะทำให้คนไทยปราศจากรากเหง้าในความรู้ คนทีเตือนคือพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส  รากเหง้าคือวัฒนธรรม วัฒนธรรมเป็นรากของสังคม ต้นไม้ต้องมีรากฉันใด สังคมก็ต้องมีราก รากของสังคมคือวัฒนธรรม เพราะการศึกษาของเราคือการตัดรากวัฒนธรรม ผลกระทบมันเกิดขึ้น เพราะเราแยกส่วน การศึกษาของเราไม่มีเลยที่ศึกษาแล้วเข้าใจเพื่อนมนุษย์ เราก็จะไม่เข้าใจตัวเอง เกิดปัญหาก็แก้ปัญหาไม่ได้ เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ก็จะสะสมปัญหาไว้ แล้วก็จะรุนแรงมากขึ้น นำไปสู่การนองเลือด แล้วก็แก้ไม่ได้

การศึกษาของเราเป็นภาคที่น่าห่วงมากในปัจจุบัน คนไทยถูกทำให้ขาดความเชื่อมั่นหมดทั้งประเทศ เนื่องจากเอาวิชาเป็นตัวตั้ง คนส่วนใหญ่ไม่รู้วิชา แต่มีความรู้ในตัว ที่มาจากวิถีชีวิต แต่เราไม่ได้ตรงนั้น คนก็เลยขาดความมั่นใจ นักเรียนที่มาเรียนในโรงเรียนก็จะทำให้ขาดศีลธรรมเป็นฐาน อันนี้เป็นข้อสรุปที่รุนแรง ระบบการศึกษาตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยทำให้ขาดศีลธรรมพื้นฐานคือการเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และศีลธรรมพื้นฐานนี้คือหลักของสิทธิต่างๆ เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี  สิทธิเด็ก การเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น ความยุติธรรมในสังคม ศีลธรรมพื้นฐานเป็นการเคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นคน ตอนนี้มันต่างไปแล้ว ประชาชนต่างไม่ได้อยู่บนพื้นฐานทางศีลธรรม ความไม่เป็นธรรมทางสังคมก็มากขึ้น และดำรงอยู่ เพราะเราไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นคนของคนอื่น การพัฒนา จะทำอะไรก็ไม่เคารพว่าจะไปกระทบศักดิ์ศรีความเป็นคนของใคร การโฆษณาต่างๆ ก็ทำโดยไม่เคารพความเป็นคน แม้แต่การโฆษณาครีมหน้าขาว เด็กดูแล้วบอกว่าแม่หน้าดำ คนเราจะหน้าดำ หน้าขาว หน้าจุด แต่เขาเป็นคน เขามีศักดิ์ศรีความเป็นคน แล้วทำไมทำร้ายความเป็นคน เรื่องต่างๆ ที่ทำร้ายผู้คนมากมายในสังคม เพราะเราขาดศีลธรรมพื้นฐานคือการเคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนเพราะฉะนั้นตัวการศึกษาจะต้องทำตรงนี้ให้มากขึ้นโดยปรับความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ในตัวคน กับความรู้ในตำราเสียใหม่ ต้องวางตำแหน่งความสำคัญเสียใหม่ ต้องเอาวัฒนธรรมเป็นฐาน เอาวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เอาวิทยาศาสตร์เป็นฐาน แล้วทิ้งวัฒนธรรมไป การที่เราเรียนรู้โดยยึดตำรา คือการเอาวิทยาศาสตร์เป็นฐาน คนส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้ที่เก่ง

การศึกษาจะต้องกลับมาเอาวัฒนธรรมเป็นฐาน เพราะฐานวัฒนธรรมใหญ่มาก เป็นวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชน ที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม  แล้วในวัฒนธรรมมีทุกสิ่งทุกอย่าง มีการทำงาน มีขนบธรรมเนียมประเพณี มีศิลปะ มีการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม มีการดูแลรักษาสุขภาพ มีความยุติธรรมชุมชน มีศาสนา อะไรที่จำเป็นในชีวิต อะไรที่จำเป็นกับการอยู่ร่วมกัน ก็จะมีในทางวัฒนธรรม

การศึกษาต้องยึดฐานวัฒนธรรม แล้วเราจะได้เรียนรู้มาก มีครูเต็มไปหมดเลย มีครูเฉพาะ ไม่ได้มีเฉพาะครูสอนวิชาเท่านั้นในโรงเรียน แต่มีครูสอนขนบธรรมเนียมประเพณี ครูศิลปะ ครูดูแลสิ่งแวดล้อม ครูดูแลสุขภาพ ครูด้านศาสนา ทุกสิ่งทุกอย่างก็เกิดในทางวัฒนธรรมทั้งหมด แล้วครอบครัวกับวัฒนธรรมคือฐานของชีวิต ครอบครัวกับวัฒนธรรมคือฐานทางศีลธรรม คนอยู่ในครอบครัวจะไม่เอาเปรียบ จะไม่โกง คนในชุมชนก็เช่นกัน เป็นญาติพี่น้อง เป็นเพื่อนบ้าน จะไม่โกงกัน จะช่วยกันดูแล เพราะเรียนรู้มาว่าต้องดูแลกัน ต้องอยู่ร่วมกัน ตัวครอบครัวกับชุมชนเป็นฐานทางศีลธรรมการเรียนรู้ ถ้าจะมีศีลธรรมต้องอยู่ในฐานศีลธรรม อยู่ในครอบครัวชุมชน

แต่การศึกษาปัจจุบันแบ่งเป็นกลุ่ม เพราะเด็กจะไม่อยากเรียนนอกห้องเรียน เพราะเรียนแล้วไม่ได้คะแนน คะแนนไปอยู่ที่ท่องหนังสือ เราก็จะสังเกตว่าคนที่อยู่ในครอบครัว คนที่อยู่ในชุมชนจะมีคุณธรรม จะมีศีลธรรม แต่ถ้าแยกเขาออกมาจากคอรบครัว แยกออกมาจากชุมชนเมื่อไร พฤติกรรมก็จะเปลี่ยน เช่นโรงงานอุตสาหกรรมที่แยกตัวออกไปจากชุมชน เอาคนหนุ่มสาวไปอยู่ด้วยกันในโรงงาน แยกออกจากครอบครัว จากชุมชน จะเกิดพฤติกรรมต่างๆ เกิดโรคระบาด โรคเอดส์  เพราะว่าเราแยกชีวิตออกจากบ้าน ครอบครัวขาด ชุมชนหายไป  เพราะฉะนั้นถ้าจะปรับเรื่องการเรียนรู้ ใช้วัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ดึงการเรียนรู้มาเรียนทางฐานวัฒนธรรมให้มากที่สุด เพราะฉะนั้นจะเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับชีวิต สำหรับวิถีชีวิตร่วมกัน อิฐก้อนที่สองที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์บูรณาการ เราเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผิด เอาวิทยาศาสตร์เป็นวิชา ที่เรียกว่าวิชาวิทยาศาสตร์ แยกกันไป วิชาวิทยาศาสตร์กับวิชาที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ แล้ววิชาวิทยาศาสตร์หมายถึงไปเอาคอนเทนน์ ความรู้ที่ค้นพบ แล้วไปท่องจำสิ่งที่เขาค้นพบ แล้วเรียกว่าวิชาวิทยาศาสตร์

ความเป็นวิทยาศาสตร์ก็ไม่เกิดขึ้น กระบวนการทางวิทยาศาสตร์กำหนดอยู่ทุกอย่างทุกหนทุกแห่ง เป็นการวิเคราะห์สังเคราะห์สิ่งต่างๆ ที่เราสังเกต ที่เราพบให้มันเกิดความรู้ที่ชัดขึ้น ลึกขึ้น แม่นยำขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องนำมาใช้กับทุกเรื่อง ที่เราพบในทางวัฒนธรรม ในการทำงาน ในเรื่องต่างๆใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์  ที่เคยเรียนไว้มีสิบข้อ  คือหนึ่งฝึกสังเกต ถ้าใครสังเกตได้ดีก็จะเกิดความรู้ สอง ฝึกบันทึกสาม ฝึกนำเสนอสี่ ฝึกการฟัง คนส่วนใหญ่จะไม่ฟัง ถ้าใครฟังมากจะเกิดปัญญา โบราณเรียกว่าพหูสูตร แล้วปัญญาจะเกิด ห้า ฝึกปุจฉา-วิปัสสนา ให้เกิดความแจ่มแจ้ง หกฝึกตั้งสมมติฐานและคำถามเจ็ดฝึกแสวงหาคำตอบ เพราะความรู้นั้นๆ อาจไม่มีอยู่ในตำรา แต่มีอยู่ในคนเฒ่าคนแก่ มีอยู่ในการปฏิบัติในวิถีชุมชน กระบวนการค้นหาทำให้เกิดความรู้ แปดการวิจัย เพราะการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ แบบการศึกษาปัจจุบัน ที่เขาทำการวิจัย การศึกษาตอนนี้มีการวิจัยน้อย การศึกษาไม่วิจัย ทำให้การวิจัยมีน้อย ประเทศก็อ่อนแอทางปัญญา ถ้าเราแยกการวิจัยกับการศึกษามาร่วมกัน  การศึกษามีที่ไหน การวิจัยมีที่นั่น ประเทศก็จะเข้มแข็งทางปัญญา เก้า บูรณาการ เชื่อมโยงความรู้ทั้งหมด ถ้าเรารู้ทั้งหมดเรียกว่าเกิดปัญญา ปัญญาไปไกลกว่าความรู้ ความรู้อาจจะรู้อะไรเป็นเรื่องๆ เป็นส่วนๆ แต่ว่าปัญญานั้นรู้ทั้งหมดรวมทั้งรู้ตัวเองด้วย ถ้ารู้ทั้งหมดและรู้ตัวเองด้วย ก็จะจัดความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับคนอื่นได้อย่างถูกต้องคือจริยธรรม เพราะฉะนั้นในปัญญามีจริยธรรม แต่ในความรู้ไม่แน่ หรือส่วนใหญ่ไม่มี การศึกษาเราไปไม่ถึงเพราะเราเอาแต่ความรู้ สิบจากกระบวนการทั้งหมดเข้าสู่การเขียน ถ้าเราเขียนได้ มันก็จะขยาย พัฒนา อาจารย์ส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัยไม่สามารถเขียนบทความทางวิชาการ เพราะเขาไม่ได้ฝึกมา

เป็นเรื่องน่ากลัวมาก เราเผชิญกับความซับซ้อนทั้งภายในและภายนอก ถ้าสมรรถนะของประเทศเราไม่ดี เราจะอยู่รอดได้ยังไง เราจะรักษาดุลยภาพของตัวเองและกับภายนอกได้อย่างไร เป็นภาคที่น่าห่วง อย่างเรื่องปักษ์ใต้ ถ้าเราไม่มีความเข้าใจ ก็จะทำให้เกิดเรื่องอื่นๆ ตามมา มันอาจนำไปสู่ความล่มสลายทางอารยธรรม เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่เราต้องศึกษา เราต้องศึกษาความรู้ทางอารยธรรมประวัติศาสตร์อย่างมาก กรุงราชคฤห์ ในครั้งพุทธกาลเป็นนครที่สวยงามมาก เป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธอันเกรียงไกร ขณะนี้เหลือเป็นป่า กรุงปาฏลีบุตร เมืองหลวงของพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นนครที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขณะนี้อารยธรรมอันยิ่งใหญ่หายไป กรุงแบกแดดเคยเป็นเมืองที่เจริญทางวิชาการก่อนยุโรป คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ห้องสมุดที่ดีที่ในโลกอยู่ที่กรุงแบกแดด บัดนี้เต็มไปด้วยการฆ่ากัน เพราะฉะนั้นต้องดูสมรรถนะของชาติที่จะรักษาดุลยภาพของตัวเอง เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเราดูขณะนี้เราไม่สามารถรักษาได้ ฉะนั้นตัวกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่นำเข้ามาใช้ วัฒนธรรมเป็นฐาน วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือให้เราวิจัยได้เอง

อิฐก้อนที่ 3 ของการศึกษา จิตตปัญญาศึกษา ลึกๆ แล้วถึงเราจะเรียนทางวิทยาศาสตร์ ถ้าเราไม่สามารถเห็นจิตของตัวเองแล้วเกิดปัญญาได้ เราไม่สามรถเกิดการกรอง ไม่สามารถจะเลี่ยนแปลงตัวเราเองได้ ไม่สามารถจะเข้าถึงความจริง ความดี ความงามเข้าไม่ถึง ถ้าหากดูจิตตปัญญาศึกษา ลองดูชีวิตท่านอาจารย์ระพี ท่านทำงานมาเยอะ แต่ทุกเรื่องที่ท่านทำ ท่านเข้าไปถึงจิตตปัญญา เข้าไปสู่ดวงจิตตัวเอง ท่านทำอะไร ท่านดูจิตตัวเอง ท่านดูหนังสือเรื่องกล้วยไม้ เราไม่ได้เห็นแค่เรื่องกล้วยไม้ เราเห็นจิต เห็นปรัชญา เห็นจริยธรรมในนั้น ขณะนี้แม้ในสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยบางมหาวิทยาลัยทำเรื่องจิตตปัญญาศึกษาทั้งมหาวิทยาลัย เช่น นโรปะ ที่รัฐโคโลราโด และที่อื่นๆ อีกหลายแห่งในอเมริกา จิตตปัญญาศึกษาที่แมสซาชูเซตเปิดการฝึกเจริญสติแบบพุทธ มีคนสมัครลงทะเบียนเรียน 87,000 กว่าคน

ถ้าเราเจริญสติ เราเห็นจิตตัวเอง คือเห็นตัวเอง ตอนนี้ที่อาศรมศีลกำลังทำหลักสูตรจิตตปัญญาศึกษา จิตตปัญญาศึกษาเป็นการเข้าถึงความจริง ไม่อย่างนั้นมนุษย์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าไม่ได้เข้าถึงความจริง ไม่ได้เข้าถึงความรู้ และไม่ได้เข้าถึงความงาม foundation ของการศึกษา 3 ข้อ 1 วัฒนธรรมเป็นฐาน เรื่องวิทย์ กระบวนการทางวิทย์เข้ามาเป็นเครื่องมือ จิตตปัญญาศึกษาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและของวิทยาศาสตร์ต้องดึงเข้ามาสู่จิตตปัญญาศึกษา เราจึงจะเข้าถึงความจริง ความดี ความงาม แล้วเกิดจิตสำนึกใหม่ เป็น new conciousness เพราะจิตสำนึกของเราตอนนี้เป็นจิตสำนึกเล็ก ติดอยู่ในมายาคติต่างๆ เกี่ยวกับมนุษย์ ซึ่งที่สุดแล้วทุกคนคือเพื่อนมนุษย์ มีความเป็นมนุษย์ ถ้าจิตของเราไม่ถูกฝึก จะขัดแย้งรุนแรงกันเรื่อยไปในตัวของเรา ยิวก็ได้ชื่อว่ามีการศึกษาสูง มีความสามารถสูง แต่ว่าฆ่ากันไม่รู้เรื่อง เพราะว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าของเขาเท่านั้น แต่ไม่ได้ถือว่าพระเจ้ายังเป็นพระเจ้าของเพื่อนมนุษย์เราด้วย อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของคนจิตเล็ก

ขณะนี้นักปราชญ์ฝรั่งก็พูดกันว่า บอกว่าอารยธรรมตะวันตกกำลังนำโลกทั้งโลกไปสู่วิกฤตอย่างหนีไม่พ้น เป็นวิกฤตการณ์ขนาดใหญ่ของโลก อารยธรรมบริโภคนิยมไม่สามารถเปนเกราะได้ มีวิธีเดียวเท่านั้นที่มนุษย์จะรอดพ้นจากวิกฤตอารยธรรม คือการปฏิวัติจิตสำนึก conciousness revolution ปฏิวัติจากจิตเล็กแบบแยกส่วน ไปเป็นจิตใหญ่ แล้วเกิดความรักใคร่สามัคคี เกิดความสุข มีอิสรภาพ  มนุษย์มีศักยภาพ การศึกษาต้องสนับสนุนส่งเสริมศักยภาพของมนุษย์ ถึงจะอยู่รอดได้

เส้นทางการศึกษาไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน

กว่า 120 ปีมาแล้ว ที่ ‘โรงเรียน’ แห่งแรกได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทย ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อผลิตคนเข้ารับราชการ นับแต่นั้นมาระบบการศึกษาของไทยก็ได้เหวี่ยงตัวอยู่ภายใต้ระบบโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจเรื่อยมายุคแล้วยุคเล่าโดยตลอด

สานปฏิรูป ฉบับส่งท้ายปีเก่านี้ ใคร่ขอเสนอภาพของเส้นทางการศึกษาไทยที่เริ่มปรากฏโครงสร้างชัดเจนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งถึงปัจจุบัน พร้อมได้สอดแทรกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกับการศึกษาของแต่ละยุคสมัยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

(หมายเหตุ : เนื่องด้วยรายงานเรื่องนี้ค้นคว้ามาจากแหล่งข้อมูลหลายแห่ง บางเหตุการณ์จึงอาจปรากฏทั้งวันที่ เดือน และปี พ.ศ. ขณะที่บางเหตุการณ์ปรากฏเพียงเดือนและปี พ.ศ.  หรือปี พ.ศ. อย่างเดียว)

มกราคม  2414 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “โรงเรียนหลวง” (โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ) สำหรับบุตรหลานคนชั้นสูงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง นับเป็นโรงเรียนแรกตามรูปแบบของโรงเรียนในปัจจุบัน กล่าวคือมีสถานที่ซึ่งจัดไว้โดยเฉพาะ มีฆารวาสเป็นครู และมาทำการสอนตามเวลาที่กำหนด สำหรับความมุ่งหมายในการตั้งโรงเรียนคือ การสร้างคนให้มีความรู้เพื่อเข้ารับราชการ (ต่อมาได้มีการขยายโรงเรียนหลวงออกไปอีกหลายแห่ง)

2414 (หลังจากก่อตั้งโรงเรียนหลวง) พระยาศรีสุนทรโวหารได้เรียบเรียง “แบบเรียนหลวง” ขึ้น มี 6 เล่ม สำหรับใช้เป็นหลักสูตรวิชาชั้นต้น แบบเรียนทั้ง 6 เล่มคือ มูลบทบรรพกิจ วาหนิตนิกร อักษรประโยค สังโยคพิธาน ไวพจนพิจารณ์ และ พิศาลการันต์

พฤษภาคม 2427 จัดให้มีการ “วิธีไล่หนังสือไทย” หรือการสอบไล่ ขึ้นเป็นครั้งแรก ณ โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ปรากฏว่าในการสอบไล่ครั้งที่ 3 ที่จัดให้มีขึ้นในปี พ.ศ. 2429 นอกจากนักเรียนของสวนกุหลาบแล้ว มีนักเรียนจากที่อื่นมาทำการสอบเพิ่มขึ้น ดังมีผลสอบคือ 1.โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ 23 คน ได้ 10 คน ตก 13 คน 2. โรงเรียนสราญรมย์  5 คน ได้ 3 คน ตก 2 คน 3. โรงเรียนวัดต่างๆ 41 คน ได้ 13 คน ตก 28 คน

มีนาคม  2428 ได้มีการกำหนด “หลักสูตรประโยคต้น และ ประโยคสอง” ขึ้น นับเป็นการเริ่มต้นปรับปรุงหลักสูตรอย่างมีแบบแผนรัดกุมเป็นครั้งแรก (หลักสูตรชั้นต้นนั้นคือการเรียนแบบเรียนหลวงทั้ง 6 เล่ม ส่วนหลักสูตรประโยคสองแบ่งเป็น 8 วิชาโดยมุ่งเน้นทักษะสำหรับฝึกคนให้ไปเป็นเสมียนรับราชการ)

มิถุนายน 2428 มีการ “ประกาศโรงเรียน” โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการประกาศชี้แจงความมุ่งหมายของการศึกษาและชักชวนให้ราษฎรนิยมการเรียนหนังสือ ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากที่พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรแห่งแรกขึ้น ที่วัดมหรรณพาราม เมื่อ พ.ศ. 2427 ซึ่งปรากฏว่ามีประชาชนแตกตื่น กลัวว่าจะเป็นการเกณฑ์เอาบุตรหลานของตนไปเป็นทหาร

6 เมษายน  2430 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “กรมศึกษาธิการ” โดยโอนโรงเรียนต่างๆ ที่เคยอยู่ในสังกัดกรมทหารมหาดเล็ก และโรงเรียนทั้งหมดมาขึ้นกับกรมศึกษาธิการ

2431 มีคำสั่งยกเลิกการใช้ “แบบเรียนหลวง 6 เล่ม” ของพระยาศรีสุนทรโวหาร โดยให้ใช้ “แบบเรียนเร็ว” ของกรมศึกษาธิการแทน โดยเพิ่มความรู้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น นอกเหนือไปจากวิชาภาษาไทย

2432 กรมศึกษาธิการได้ไปรวมอยู่ในบังคับบัญชาของกรมธรรมการ และในปีต่อมา(2433)ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมธรรมการ

1 เมษายน 2435 ตั้งกระทรวงธรรมการ โดยนำกรมต่างๆมารวมกันคือ กรมศึกษาธิการ กรมพยาบาล กรมพิพิธภัณฑ์ และกรมสังฆการี การจัดตั้งกระทรวงธรรมการถือเป็นการรวบความรับผิดชอบในการศึกษาที่เคยแยกเป็น 2 ฝ่ายคือ พุทธจักร กับอาณาจักร เข้ามาสู่ความรับผิดชอบของหน่วยงานเดียว

20 มิถุนายน 2435 ประกาศตั้ง “โรงเรียนมูลศึกษา” ขึ้นในวัดทั่วไปทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมือง โดยมีเป้าหมายต้องการขยายการเรียนหนังสือไทยให้แพร่หลาย และเป็นแบบแผนยิ่งขึ้น โรงเรียนมูลศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือโรงเรียนมูลศึกษาชั้นต่ำ และโรงเรียนมูลศึกษาชั้นสูง สำหรับเอกชนที่ต้องการจะตั้งโรงเรียนทั้งสองชั้น สามารถขออนุญาตกระทรวงธรรมการจัดตั้งเป็น “โรงเรียนเชลยศักดิ์”

12 ตุลาคม 2435 จัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูขึ้นเป็นครั้งแรก โดยอาศัยโรงเลี้ยงเด็กเป็นสถานที่เรียน(ต่อมาคือโรงเรียนเบญจมราชูทิศ) มีนาย เอช. กรีนรอด ชาวอังกฤษเป็นอาจารย์ใหญ่ ลูกศิษย์ของนายกรีนรอดมีอาทิเช่น นายนกยูง(พระยาสุรินทราชา) นายบุญรอด(พระยาภิรมย์ภักดี) นายสนั่น(เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี) และนายเหม(พระยาโอวาทวรกิจ)

1 กันยายน 2439 จัดตั้งโรงเรียนในทำนอง “ปับลิคสกูล” ขึ้นที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยา เรียกว่า “โรงเรียนราชวิทยาลัย” โดยมีจุดหมายสองประการคือ การเตรียมคนไปศึกษาต่อต่างประเทศ และการเตรียมคนเข้ารับราชการในกระทรวงต่างๆ

ใน พ.ศ. 2440 ช่วงกลางปีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก การเสด็จประพาสในครั้งนี้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากแก่การศึกษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องแนวความคิดการจัดการศึกษา

21 มิถุนายน 2441 กระทรวงธรรมการได้เสนอ “โครงแผนการศึกษาในกรุงสยามของกรมศึกษาธิการ” วัตถุประสงค์ของแผนฯเป็นไปเพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาในประเทศให้สูงขึ้น แทนการส่งคนไปเรียนต่างประเทศ

11 พฤศจิกายน 2441 ได้มี “ประกาศจัดการเล่าเรียนในหัวเมือง” โดยมีนโยบายอาศัยคณะสงฆ์ให้เป็นกำลังหลักในการศึกษาตามหัวเมือง

16 มิถุนายน 2445 ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์” ซึ่งในแง่มุมของการศึกษา ถือเป็นการแบ่งงานระหว่างพระสงฆ์กับกรมศึกษาธิการ โดยพระสงฆ์จะจัดการศึกษาในระดับประถมศึกษา ส่วนในระดับสูงกว่าเป็นหน้าที่ของกรมศึกษาธิการ

6 กันยายน 2445 คณะข้าหลวงตรวจการศึกษาของไทยไปดูการศึกษาของประเทศญี่ปุ่น  และต่อมาได้ประกาศใช้เป็น ”โครงการศึกษา ปี พ.ศ. 2445” (แผนการศึกษาญี่ปุ่นเป็นแผนการศึกษาที่ใหม่ที่สุดในเวลานั้น โดยญี่ปุ่นได้ส่งคนไปศึกษาแผนการศึกษาของชาติต่างๆ ทั้งยุโรปและอเมริกา และนำมาดัดแปลงให้เข้ากับสังคมของญี่ปุ่น)

โครงการศึกษา พ.ศ. 2445 ได้แบ่งหลักสูตรออกเป็น 3 ระดับ คือ ชั้นต้น(ประถมศึกษา) ชั้นกลาง(มัธยมศึกษา) และชั้นสูง(อุดมศึกษา) หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุงโครงการศึกษาให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ใน พ.ศ. 2450 และ พ.ศ. 2452

6 มกราคม 2447  จัดตั้ง “สามัคยาจารย์สมาคม” และมีการออก ”จดหมายเหตุ” ของสมาคมเป็นรายปักษ์ ต่อมาได้กลายเป็นหนังสือ วิทยาจารย์ การก่อตั้งสมาคมนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือการจัดฝึกอบรมครู

1 มกราคม 2453 ประกาศจัดตั้ง “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” โดยหมายที่จะผลิตนักศึกษาให้มีความรู้ความสามารถในการออกไปรับราชการ สำหรับเงินทุนในการก่อสร้างนั้นอาศัยจากเงินคงเหลือจากที่ประชาชนบริจากในการสร้างพระบรมรูปทรงม้าเป็นจำนวน 982,672.47 บาท (ต่อมากลายเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแผนปัจจุบันแห่งแรกของไทย)

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตเมื่อวัน อาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร จึงได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ ในด้านที่เกี่ยวการศึกษา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้การสนับสนุนและทรงริเริ่มงานใหม่ๆ ต่อจากที่สมเด็จพระราชบิดาได้ทรงวางรากฐานไว้ให้

1 มกราคม 2454 ได้มีการประกาศจัด “การศึกษาของมณฑลกรุงเทพฯ” โดยประกาศให้ผู้ปกครองของเด็กชายและหญิงซึ่งมีอายุย่างเข้า 8 ปี ส่งบุตรธิดาเข้าเล่าเรียนในโรงเรียน(แต่ปรากฏว่าร่างระเบียบนี้ไม่มีการประกาศใช้) ต่อมาไม่นานนักในปีเดียวกัน เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว. เปีย มาลากุล) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ก็ได้ร่าง “ความเห็นที่จะจัดการศึกษา ร.ศ. 131” (2454) ขึ้นทูลเกล้าถวาย โดยมุ่งให้มีการจัดการศึกษาภาคบังคับขึ้น แต่ปรากฏว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงมีพระราชวินิจฉัยอย่างใด

1 กรกฎาคม 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนา “คณะลูกเสือไทย” ขึ้น และได้ตราข้อบังคับลักษณะปกครองลูกเสือขึ้นมา โดยมุ่งบ่มเพาะให้เยาวชนไทยเป็นพลเมืองดี

30 ตุลาคม 2456 ได้มีการประกาศ “โครงการจัดการศึกษาชาติ พ.ศ. 2456” ซึ่งมุ่งแก้ความเข้าใจผิดของราษฎรในเรื่อง “โรคอยากเป็นเสมียน” โครงการศึกษาฉบับนี้ได้แบ่งการศึกษาออกเป็นสองสาย คือสายสามัญศึกษาและสายวิสามัญศึกษา อย่างไรก็ตามยังไม่มีการพูดถึงเรื่องการประกาศการศึกษาภาคบังคับแต่อย่างใด

26 มีนาคม 2459 ได้มีประกาศให้โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็น “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” โดยให้ขึ้นอยู่ในสังกัดของกระทรวงธรรมการ

6 เมษายน 2460 ประกาศตั้ง “กรมมหาวิทยาลัย” ขึ้นเป็นกรมหนึ่งในกระทรวงธรรมการ ทำหน้าที่ในการบังคับบัญชา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและหน่วยงานในสังกัด

9 มิถุนายน 2461 ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์” เป็นครั้งแรก ความมุ่งหมายสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็เพื่อวางระเบียบกฎหมายการปกครองโรงเรียนราษฎร์ให้เรียบร้อยรัดกุมขึ้น รวมถึงมุ่งประโยชน์ในการควบคุมโรงเรียนราษฎร์ของคนจีนที่สอนภาษาจีน ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ

27 เมษายน 2463 ได้มีการจัดตั้ง “กรมตำรา” ขึ้นโดยมีหน้าที่สำคัญคือแต่งแบบเรียน จัดตั้งห้องสมุดสำหรับประชาชน และจัดจำหน่ายแบบเรียนให้แพร่หลาย

1 กันยายน 2464 ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติประถมศึกษาฉบับแรก ปี 2464” ทำให้เด็กเล็กตั้งแต่อายุ 7-14 ปีบริบูรณ์ต้องเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้กำหนดให้จัดเก็บ “เงินศึกษาพลี” หรือภาษีการศึกษาขึ้นด้วย ภายหลังการประการใช้ พ.ร.บ. ประถมศึกษา 2464 แล้ว ก็ได้มีความพยายามที่จะขยายการศึกษาให้ทั้งทุกตำบล การขยายการศึกษาในระดับที่สูงกว่าประถมศึกษา และการเร่งรัดพัฒนาคุณภาพของการศึกษา

ในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ

9 มกราคม 2468 พระเจ้าอยู่หัวทรงมีบันทึกถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีว่า ทรงเห็นเด็กในกรุงเทพฯเพ่นพ่านไปมาซึ่งมีโอกาสเสียคนได้มาก แต่ถ้าได้ศึกษาเล่าเรียนก็จะช่วยลดโอกาสที่จะเสียคนได้บ้าง จากพระราชบันทึกนี้ จึงทำให้มีการประชุมและตกลงที่จะจัดการศึกษาภาคบังคับในกรุงเทพฯ โดยไม่เก็บเงินศึกษาพลี ดังนั้นในปีเดียวกัน จึงมีประกาศ “การจัดการศึกษาภาคบังคับในกรุงเทพฯ พ.ศ. 2468” ขึ้น

1 เมษายน 2469 ได้มีดุลยภาพข้าราชการทั่วประเทศ สำหรับกระทรวงศึกษาธิการ มีผู้ที่ต้องออกจากราชการ นับตั้งแต่เสนาบดี คือเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ตลอดจนข้าราชการอื่นๆ อีกเป็นอันมาก และในระหว่าง 2469-2474 เป็นระยะที่เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ ทำให้การปรับปรุงการศึกษาต้องชะงัก

24 มิถุนายน 2475 “คณะราษฎร์” ได้เข้ายึดอำนาจเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยอ้างเหตุผลว่า “รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวง ไม่ซื่อตรงต่อราษฎร …มิหนำซ้ำยังกล่าวคำหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้ากิน ว่าราษฎรจะมีเสียงในการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่อยู่ …ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่ เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่เท่าถึงเจ้านั้นไม่ใช่เพราะโง่ เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่…”

24 มิถุนายน 2475 มี “ประกาศของคณะราษฎรฉบับที่ 1” ซึ่งมี “หลัก 6 ประการ” ในการบริหารบ้านเมือง คณะราษฎรได้ให้ความสำคัญในด้านการศึกษา โดยกำหนดไว้ในหลักประการที่ 6 ว่า “..จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร…” ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

27 มิถุนายน 2475 ได้มีการโปรดเกล้าฯ ประกาศ “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่งคราว พุทธศักราช 2475” ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้กำหนดเงื่อนไขและเงื่อนเวลาให้ “ราษฎรต้องเรียนจบประถมศึกษามากกว่ากึ่งหนึ่งก่อนที่จะสามารถมีผู้แทนราษฎรโดยการเลือกตั้งได้ทั้งหมด แต่อย่างช้าไม่เกิน 10 ปี”

10 ธันวาคม 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ. 2475 พร้อมกันนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “สภาการศึกษา” ขึ้น โดยมีหน้าที่เสนอร่างแผนการศึกษาต่อกระทรวงธรรมการ (สภาการศึกษาต้องงดการประชุมตั้งแต่เดือนกันยายน 2476 เป็นต้นไป เพราะถูกเพ่งเล็งว่าเป็นคอมมิวนิสต์)

28 ธันวาคม 2475 ได้มีการประกาศใช้ “แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2475” ขึ้น โดยมุ่งหมายให้พลเมืองทุกคน ไม่เลือกเพศ ชาติ ศาสนา ได้รับการศึกษาเหมาะแก่อัตภาพของตน และได้จัดการศึกษาออกเป็นสามส่วนคือ จริยศึกษา พุทธิศึกษา และพลศึกษา เป็นการศึกษาที่เน้นการท่องจำเป็นหลัก

ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสละราชสมบัติสภาผู้แทนฯ มีมติเห็นชอบให้สถาปนาพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะมีพระชนมายุ 10 พรรษา

2478 ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2478” ทำให้การจัดการศึกษาประชาบาลขยายตัวไปทั่วทุกตำบลเป็นครั้งแรก (ในปี 2486 กระทรวงศึกษาได้รับโอนการประถมศึกษาจากเทศบาลกลับมาดำเนินการอีกครั้ง และในปี 2487 ได้กลับโอนการประถมศึกษาให้เทศบาลดำเนินการตามเดิม)

17 มีนาคม 2479 ได้มีการประกาศใช้ “แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2479” เนื่องจากว่าแผนการศึกษาฉบับปี 2475 นั้นมีระยะเวลาในการศึกษาสามัญยาวเกินสมควร คือต้องเรียนสายสามัญ 12 ปี และยังต้องเข้าเรียนต่อสายวิสามัญอีก แผนการศึกษา 2479 นี้กำหนดระยะเวลาของการเรียนชั้นประถมศึกษาเพียง 4 ปี ทั้งนี้ เป็นเพราะต้องการเร่งรัดให้ประชาชนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับถึงกึ่งหนึ่งโดยเร็ว

2479 ในช่วงเดียวกันนี้ ได้มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พุทธศักราช 2479” มีผลให้ “ครูโรงเรียนรัฐบาล” มีฐานะเทียบเท่าข้าราชการพลเรือนโดยทั่วไป(สำหรับ“ครูประชาบาล” นั้นได้รับการยกฐานะให้เป็นข้าราชการพลเรือน เมื่อ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2491)

2484 ได้มีการออกพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ. ศ. 2484 ซึ่งเปลี่ยนกระทรวงธรรมการเป็น “กระทรวงศึกษาธิการ” และกรมสามัญศึกษามีหน้าที่รับผิดชอบโรงเรียนระดับประถมศึกษา

ในช่วงตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2485 ถึงกลาง พ.ศ. 2488 ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะสงครามโดยตลอด เนื่องจากเป็นช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2

23 พฤษภาคม 2485“คณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมภาษาไทย” ได้ตกลงกันที่จะปรับปรุงภาษาไทยให้กระทัดรัด เช่นพยัญชนะไทยลดจาก 44 เหลือ 31 ตัว คำที่เคยใช้ ใ(ไม้ม้วน) ให้ใช้ ไ(ไม้มลาย)แทนเป็นต้น

2487 กระทรวงศึกษาฯ ได้ทำความตกลงกับกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับการโอนประถมศึกษากลับไปให้เทศบาลจัดทำต่อไปตามเดิม และได้ตกลงให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2487

16 มีนาคม 2488 ได้มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติครู” จาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ทำให้เกิด “คุรุสภา” ขึ้น โดยมีหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษาและช่วยยกฐานะครู นอกจากนี้ยังได้ยุบสามัคยาจารย์สมาคม โดยนำไปรวมกิจการเข้ากับคุรุสภา

ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล เสด็จสวรรคตเพราะต้องพระแสงปีน รัฐบาลเห็นชอบให้สถาปนาเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชขึ้นครองราชสมบัติ

1 เมษายน 2492 ไทยเข้าเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติโดยเป็นสมาชิกลำดับที่ 45 นอกจากนั้นไทยยังได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(UNESCO)อีกด้วย (ไทยได้รับการรับรองเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติโดยต้องแลกกับการยกเลิกกฎหมายการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งเรียกร้องโดยสหภาพโซเวียตซึ่งเป็นสมาชิกถาวรของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ)

28 เมษายน 2492 จัดตั้ง “โรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง” ที่ถนนประสานมิตร (ต่อมาในปี 2496 ได้กลายเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษา)

5 มิถุนายน 2494 ประกาศใช้ “แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2494” โดยแตกต่างจากแผนกการศึกษาฉบับก่อนๆ คือ มีการกำหนดองค์สี่แห่งการศึกษาคือ พุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา และหัตถศึกษา(ได้อิทธิพลปรัชญาการศึกษาแบบอเมริกัน) แผนการศึกษาฉบับนี้ได้ยกฐานะกองโรงเรียนประชาบาลในกรมสามัญศึกษาขึ้นเป็นกรมประชาศึกษา เพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษาผู้ใหญ่และการศึกษาพิเศษ นอกจากนี้ยังมีความพยายามขยายการศึกษาภาคบังคับเป็น 7 ปีอีกด้วย

2495 เปลี่ยนชื่อกรมประชาศึกษาเป็นกรมสามัญศึกษา ซึ่งประกอบด้วย 3 กอง ได้แก่กองการประถมศึกษา กองการศึกษาพิเศษ และกองการศึกษาผู้ใหญ่ และเปลี่ยนชื่อกรมสามัญศึกษา(เดิม) เป็นกรมวิสามัญศึกษา นอกจากนี้ยังได้มีการตั้ง กรมวิชาการเพื่อดำเนินการศึกษาในด้านวิชาการโดยเฉพาะ

2501 กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้มีเขตการศึกษาขึ้น 12 เขต โดยพิจารณาตามหลักทาง ภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และปริมาณ คุณภาพของงานด้านการศึกษา

ในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 คณะปฏิวัติซึ่งมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นหัวหน้า ได้ทำการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองบ้านเมือง รวมถึงยกเลิกรัฐธรรมนูญและสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลชุดนี้ถือเป็นชุดแรกที่หัวหน้ารัฐบาลไม่ได้มีส่วนในคณะก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

28 สิงหาคม 2502 จัดตั้ง ”สภาการศึกษาแห่งชาติ”โดยมีหน้าที่ร่างแผนการศึกษาแห่งชาติ(ต่อมาคือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ)

20 ตุลาคม 2503 ได้มีการประกาศ “แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2503” ขึ้น แผนนี้ร่างโดยคณะกรรมการ 77 คนจากหลายสาขาอาชีพโดยมี หม่อมหลวง ปิ่น มาลากุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาในขณะนั้นเป็นประธาน แผนนี้มุ่งจัดระบบการศึกษาให้เข้ากับระบบสากลโดยเน้นการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจชาติ จากแผนฯนี้ได้ขยายการศึกษาภาคบังคับเป็น 7 ปี(แผนนี้มีอายุการใช้ยาวนานที่สุดถึง 16 ปี)

1 มกราคม 2504  รัฐบาลได้ประกาศใช้ “แผนพัฒนาการเศรษกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1” (2504-2509) โดยแบ่งเป็น 2 ระยะคือ ระยะแรกระหว่าง 2504-2506 และระยะที่ 2 ระหว่าง 2507-2509 ในระยะแรกนั้น แผนพัฒนาการเศรษฐกิจมุ่งเน้นแต่การพัฒนาเศรษฐกิจโดยไม่ได้มีการกำหนดนโยบายและโครงการพัฒนาการศึกษาไว้เลย ต่อมาในช่วงที่ 2 จึงได้มีการผนวกแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติเข้าไว้ โดยมุ่งเน้นจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศในด้านกำลังคนเป็นสำคัญ

2505 ได้มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2505” มีสาระสำคัญว่า เมื่อตำบลใดมีความเหมาะสมที่จะประกาศการศึกษาภาคบังคับถึงประโยคประถมศึกษาตอนปลายได้ ก็ให้รัฐมนตรีว่าการฯ ประกาศได้เป็นตำบลๆไป ปรากฏว่าจนถึง พ.ศ. 2520 สามารถประกาศได้ถึง 3,583 ตำบล

2506 เริ่มโอนโรงเรียนประชาบาลในเขตเทศบาลต่างๆ ทั่วประเทศให้เทศบาลนั้นๆ รับผิดชอบดำเนินการ 1 ตุลาคม 2509 ได้มีการโอนโรงเรียนประชาบาลส่วนใหญ่ไปอยู่ในสังกัดของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้จัด

2510  มีการ “ประกาศใช้หลักสูตรโรงเรียนมัธยมแบบผสม” ขึ้น โดยโครงสร้างหลักสูตรประกอบด้วยวิชาบังคับและวิชาเลือก ให้ผู้เรียนเลือกได้ตามความสนใจและมีการประเมินผลเป็นรายวิชา

6 มีนาคม 2512 ได้มีการประกาศ “พระราชบัญญัติวิทยาลัยเอกชน พ.ศ. 2512” โดยให้เอกชนดำเนินการจัดตั้งวิทยาลัยเอกชน และดำเนินการสอนได้ถึงระดับปริญญาตรี

ในวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2512 รัฐบาลซึ่งมีจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายเกี่ยวกับการศึกษามีใจความว่า “รัฐบาลจะขยายการศึกษาภาคบังคับออกไปให้ทั่วประเทศ ปรับปรุงโรงเรียนทุกชนิด โดยเฉพาะโรงเรียนอาชีวศึกษา ให้มีคุณภาพสูงขึ้น… นอกจากนี้รัฐบาลจะสนับสนุนให้เอกชนได้เข้ามามีบทบาทในการให้การศึกษาแก่ประชาชน…”

29 กันยายน 2515 ได้มีการประกาศคณะปฏิวัติ ให้ตั้ง “ทบวงมหาวิทยาลัย” ของรัฐขึ้น และต่อมา ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2515 ได้มีประกาศคณะปฏิวัติให้รวบกรมวิชาสามัญศึกษากับกรมวิสามัญศึกษาเข้าเป็น “กรมสามัญศึกษา”

2516 จัดสอบเอนทรานซ์เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยรวมกันเป็นปีแรก โดยก่อนหน้านั้นมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะจัดให้มีการสอบเข้าเรียนกันเอง

14 ตุลาคม 2516 เกิดเหตุการณ์วันมหาปิติ นักศึกษาและประชาชนได้พร้อมใจกันขับไล่รัฐบาลเผด็จการที่มีจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้สำเร็จ หลังจากนั้นก่อเกิดยุคประชาธิปไตยเฟื่องฟูในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

มิถุนายน 2517 รัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้จัดตั้ง “คณะกรรมการวางพื้นฐานเพื่อการปฏิรูปการศึกษา” เพื่อทำหน้าที่เสนอแนวทางการวางพื้นฐานเพื่อการปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระบอบประชาธิปไตย ต่อมาในต้นเดือน สิงหาคม ปีเดียวกัน กรมวิชาการได้ริเริ่มจัดสัมมนา “การศึกษาเพื่อมวลชน” ขึ้นและได้เสนอรายงานปฏิรูปการศึกษาว่าด้วย “การศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม” แก่รัฐบาลเมื่อ 4 ธันวาคม 2517

6 ตุลาคม 2519  นักศึกษาและประชาชนไม่พอใจการกลับมาประเทศไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร  เกิดเหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ และความผันผวนทางการเมือง

8 มกราคม 2520 ทบวงมหาวิทยาลัยได้มีคำสั่งให้มหาวิทยาลัยต่างๆ จัดหนังสือที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่ง(รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร) เกี่ยวกับเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้นิสิตนักศึกษาใช้เป็นหนังสืออ่านประกอบแทนหนังสือลัทธิการเมือง โดยจะให้เป็นข้อสอบด้วย ในช่วงเวลาเดียวกัน หนังสือต่างๆที่เกี่ยวกับลัทธิการเมือง เศรษฐกิจเปรียบเทียบ จะถูกยึดหรือถูกทำลาย นอกจากนี้รัฐบาลสั่งให้ยุบเลิกองค์การนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอีกด้วย

30 มิถุนายน 2520 ได้มีการประกาศใช้ “แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2520” โดยได้จัดการศึกษาระดับประถมและมัธยมเป็นระบบ 6:3:3 คือ ชั้นประถมศึกษา 6 ชั้น มัธยมศึกษา 6 ชั้น มัธยมตอนต้น 3 ชั้นตอนปลาย 3 ชั้น(ระบบปัจจุบัน) แผนการศึกษาฉบับนื้ยังได้ให้ความสำคัญกับการศึกษานอกระบบโรงเรียนเป็นพิเศษอีกด้วย แผนการศึกษาแห่งชาติ 2520 นี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารประถมศึกษาครั้งใหญ่

2523 มีการออกพระราชบัญญัติหลายฉบับโดยมุ่งแก้ปัญหาในเรื่องการปรับปรุงระบบบริหารงานการประถมศึกษาให้มีเอกภาพ รวมถึงปัญหาการศึกษาประชาบาล อาทิเช่น การจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู การโอนการศึกษาประชาบาลจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดมาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

19 สิงหาคม 2525 ได้มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน” โดยบัญญัติให้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน เป็นผู้มีอำนาจอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนในส่วนกลาง และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจอนุญาตสำหรับโรงเรียนในส่วนภูมิภาค ทั้งนี้เพื่อให้การขอจัดตั้งโรงเรียนเป็นไปด้วยความรวดเร็ว(ก่อนหน้านี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการฯ)

2527 ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติวิทยาลัยครู (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2527” ให้วิทยาลัยครูผลิตครูได้ถึงระดับปริญญาตรีและเปิดการสอนวิชาต่างๆ ได้ตามความต้องการของท้องถิ่น

7 มกราคม 2527 นายชวน หลีกภัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ แถลงเตือนเด็กนักเรียนว่าอย่ามุ่งเรียนทางด้านวิชาชีพครูมากนัก เนื่องจากในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา การรับสมัครครูเข้าทำงานในหน่วยงานต่างๆ 9 หน่วยงานของกระทรวงศึกษาฯ มีแนวโน้มลดลงทุกปี

3 มีนาคม 2530 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ดำเนินการขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตชนบท 38 จังหวัด จนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-ม.3) โดยไม่บังคับ ทั้งนี้เพื่อเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชน

2533 ปรับปรุงหลักสูตรมัธยมศึกษาทั้ง 2 ระดับ คือ หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พ.ศ. 2521(ฉบับปรับปรุง 2533) และหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ. 2524 (ฉบับปรับปรุง 2533) โดยมุ่งหมายส่งเสริมให้ครูพัฒนาการเรียนการสอนโดยเน้นกระบวนการให้ผู้เรียนค้นคว้าความรู้ด้วยตัวเอง ให้สอดคล้องกับยุคสารสนเทศและเทคโนโลยี

2535 ประกาศใช้ “แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2535” โดยมุ่งจัดการศึกษาที่เน้นการพัฒนาบุคคลใน 4 ด้านอย่างสมดุลและกลมกลืนกัน คือ ด้านปัญญา ด้านจิตใจ ด้านร่างกาย และด้านสังคม ตลอดจนมีความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพและสามารถพึ่งตนเองได้

20 มิถุนายน 2538 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการให้มหาวิทยาลัยของรัฐ 10 แห่ง ขยายวิทยาเขตไปยังจังหวัดต่างๆ ของส่วนภูมิภาค 11 จังหวัด ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2538 เป็นต้นไป และได้มีการออกพระราชบัญญัติให้สถาบันราชภัฎเป็นนิติบุคคลขึ้นแทนวิทยาลัยครู และให้สำนักงานสภาสถาบันราชภัฎเป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นกรมในกระทรวงศึกษาฯ

5 ธันวาคม 2538 เริ่มทดลองออกอากาศรายการสอนโดยสัญญาณผ่านดาวเทียม จากสถานีส่งสัญญาณ ณ โรงเรียนไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดย ”โครงการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม” มุ่งให้นักเรียนในส่วนภูมิภาคหรือชนบทห่างไกล ได้มีโอกาสรับประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณภาพไม่ด้อยกว่าโรงเรียนที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานแล้ว

11 ตุลาคม 2540 ประกาศใช้ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540” (ฉบับประชาชน) รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มุ่งเน้นความสำคัญของการศึกษา โดยมีการระบุไว้ชัดเจนในมาตรา 81 ที่กำหนดให้ต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรก

บทนำ

โครงการวิจัยเป็นงานที่มีเป้าหมายเพื่อการสร้างองค์ความรู้พัฒนาศาสตร์ต่าง ๆ  ในศาสตร์ทางการศึกษาก็เช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์  นักวิจัยย่อมปารถนาที่จะเผยแพร่การค้นพบสิ่งที่ตนศึกษา โดยเฉพาะการนำเสนอบนเวทีระดับนานาชาติ หรือระดับชาติ ซึ่งเป็นวิธีที่เผยแพร่ผลการวิจัยที่เร็วที่สุด นักวิจัยมือใหม่อาจจดๆ จองๆ ชั่งใจตนเองจนกว่าจะมีความมั่นใจระดับหนึ่ง  แต่สำหรับมือเก่า ผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยและชำนาญการนำเสนอมักจะเตรียมการให้พร้อมอ  ความจริงการเผยแพร่ผลงานวิจัยมีได้หลายทาง เช่น การตีพิมพ์ในวารสาร การนำเสนอในรูปแบบของนิทรรศการ (poster presentation) .ในโอกาสต่างๆ แต่การนำเสนอบนเวทีเป็นรูปแบบที่นักวิจัยจะแสดงตัว  บางครั้งจะได้พบผู้สนใจแสดงตัวด้วย การโต้ตอบแลกเปลี่ยนความคิดก็เป็นการสร้างชุมชนของการเรียนรู้ที่ดีในวงวิชาการ

สำหรับนักวิจัยมือใหม่ หรือมือเก่าที่ไม่นิยมการแสดงตัว ก็เป็นสถานการณ์ที่ต้องการเวลาเพื่อความพร้อมบางประการ  แต่อย่างไรก็ตาม บรรยากาศ ทางวิชาการของสังคมไทยปัจจุบันที่มีระเบียบการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งทางวิชาการด้วยหลักฐานการนำผลการวิจัยออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน เป็นตัวเร่งรัดให้นักวิจัยต้องเสาะหาโอกาสเปิดตัวเก็บหลักฐานอย่างคึกคัก  ในช่วงสิบปีนับจากการปฏิรูปการศึกษา จำนวนนักวิจัยส่งผลงานมายังเวทีระดับท้องถิ่น และระดับชาติมีมากขึ้น จากจำนวนแต่ละสาขาที่มีนับสิบ เป็นจำนวนนับร้อย บางเวทีมากขึ้นเป็นจำนวนหลายๆ ร้อย ดังเช่นเวทีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ งานวิจัยสาขาศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นงานวิจัยในชั้นเรียนของครู งานวิจัยของอาจารย์ และงานวิทยานิพนธ์ นักวิจัยเกือบ ทุกรายต้องการหลักฐานเพื่อประกอบการขอเลื่อนวิทยฐานะ สำหรับนิสิตเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จหลักสูตรทั้งปริญญาโทและปริญญาเอก  แต่โอกาสที่เปิดนั้น ก็มิได้มีมากสำหรับทุกคน  จึงมีการคัดสรรด้วยเกณฑ์คุณภาพ  จึงพบว่า ขณะนี้ ผู้ผ่านการพิจารณาให้ขึ้นเวทีต่างๆ จึงเป็นผู้มีผลงานที่ได้รับการพิจารณาตามเกณฑ์คุณภาพของกรรมการเฉพาะกิจต่างๆ   มีความเข้มงวดมากน้อยแตกต่างกันตามนโยบายและวัตถุประสงค์ของการจัดของแต่ละเวที

การนำเสนอบนเวที เป็นงานที่นักวิจัยต้องเตรียมตัวให้มีความพร้อมทั้งด้านความเชื่อมั่นในตนเอง  ความลึกซึ้งในสาระที่จะนำเสนอ และต้องมีทักษะของการนำเสนอ การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้นักวิจัยประสบความสำเร็จ  การนำเสนอที่มีประสิทธิภาพ พิจารณาจาก  ความสามารถของใช้เทคนิควิธีการสื่อสารที่ทำให้ผู้ฟังสนใจ ผู้ฟังเข้าใจในเรื่องที่นักวิจัยนำเสนอ ภายในเวลาที่กำหนด เช่น กำหนด 20 นาที   25 นาที หรือ 30 นาที เป็นต้น

การฝึกซ้อมการนำเสนอ

การฝึกฝนเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับนักวิจัยมือใหม่ทุกคน  และการซักซ้อมเตรียมการนำเสนอแต่ละครั้งก็เป็นเรื่องจำเป็นมากสำหรับนักวิจัยทุกคนไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ หรือมือเก่า  ทั้งนี้ เพราะสิ่งที่นำเสนอคือการค้นพบความรู้ใหม่  หรือ วิธีใหม่  หรือการประยุกต์ความรู้ในสถานการณ์ใหม่ และเหนือสิ่งอื่นใด คือ กลุ่มคนฟังเป็นกลุ่มใหม่ นักวิจัยจึงไม่ควรมองข้ามความจำเป็นของการเตรียมพร้อมเพื่อให้การนำเสนอเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การฝึกฝนทักษะการนำเสนอ มักเป็นกิจกรรมแทรกๆ อยู่ในการเรียนระดับอุดมศึกษาหลายวิชา โดยเฉพาะในวิชาสัมมนา และในขั้นการสอบความรอบรู้ และสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก  แต่มักไม่พบว่าจะจัดสอนเป็นรายวิชา  สำหรับผู้เขียนจะเป็นหัวข้อหนึ่งในรายวิชาวิธีวิจัย ทั้งระดับปริญญา ตรี โท และเอก มีการฝึกการนำเสนอ และ กำหนดเป็นกิจกรรมให้ไปเข้าร่วมการนำเสนอใน การประชุมต่างๆ ตามโอกาสที่อำนวย  สำหรับที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีการประชุมวิชาการประจำปี นิสิตได้เห็นตัวอย่างการนำเสนอหลากหลายรูปแบบที่มีประสิทธิภาพในสถานการณ์จริง ส่วนในรายวิชาอื่นที่มีการนำเสนอการค้นคว้า นิสิตมักจะได้รับการสอนโดยอ้อมแต่เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง สำหรับการสอนโดยตรงขอยกตัวอย่างในวิชาวิธีวิจัย กำหนดหัวข้อในส่วนของการนำเสนอบนเวทีไว้ 3 หัวข้อ คือ

1. การเตรียมการนำเสนอ

2. การนำเสนอ

3. การประเมินเพื่อพัฒนาการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ

จึงขอนำมาเล่า ทบทวนให้เพื่อนักวิจัยได้พิจารณา

1. การเตรียมการนำเสนอ

สถานการณ์ ในห้องของการนำเสนอผลงานวิจัย เสมือนการประชุมที่ผู้เข้าประชุมมาด้วยความตั้งใจ (นอกจากนิสิตนักศึกษาบางคนที่ถูกสั่งให้มาฟัง) เขามาเพื่อฟัง ฟังในเรื่องที่ติดประกาศ ฟังในเวลาที่กำหนด ดังนั้น ผู้นำเสนอจำเป็นต้องเตรียมให้พร้อม ไม่ให้ผู้ฟังผิดหวัง นั่นหมายถึง  ผู้รายงานเองจะได้รับเกียรติและสมหวัง การเรียมตัวจึงควรเตรียมอย่างมีขั้นตอนดังนี้

(1) วางแผนการนำเสนอ

- ทบทวนงานวิจัยที่จะนำเสนออย่างเข้าใจ

- หาข้อมูลเกี่ยวกับผู้ฟัง ส่วนใหญ่เป็นใคร น่าจะประมาณได้จากเหตุการณ์ที่เคยจัดมา เพื่อให้ตนเองประมาณบรรยากาศในห้อง

-  เวลาที่กำหนดให้นำเสนอ 20 นาที หรือ 25 นาที

-  การจัดการที่ผู้เสนอต้องรู้และดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนด เช่น การแสดงความจำนง การส่งเอกสารต่างๆ ตลอดจน การอำนวยความสะดวกในวันที่นำเสนอ

(2) เตรียมการพูด กล่าวนำ

- แนะนำตัว ถ้าหากในการนำเสนอมีประธานหรือพิธีกรแนะนำนักวิจัยแล้ว ก็ไม่ต้องแนะนำตนเองซ้ำ

- กล่าวแนะนำโครงการวิจัย ให้มีสาระเพียงพอที่จะให้ผู้ฟังเข้าใจว่า โครงการที่นำเสนอ คือเรื่องที่อะไร เกี่ยวกับอะไร มีความสำคัญอย่างไรที่ทำให้นักวิจัยทำวิจัยเรื่องนี้  คำถามวิจัยที่ต้องการหาคำตอบคืออะไร  นักวิจัยคาดหวังจะนำคำตอบหรือผลการวิจัยไปทำให้เกิดประโยชน์อย่างไร

(3)  เตรียมเนื้อหาของการนำเสนอ : เป็นเนื้อหาหลักของการนำเสนอ

-  วัตถุประสงค์ของการวิจัย มีอะไรบ้าง ต้องสอดคล้องกับคำถามวิจัยที่กล่าวนำไป

-  กรอบความคิดเชิงทฤษฎีของปฏิบัติการเพื่อตอบคำถามวิจัยเป็นอย่างไร สรุปการค้นคว้า อ้างอิงหลักการหรือทฤษฏีที่คัดสรร อย่างสมเหตุสมผล

- รูปแบบการปฏิบัติการ (วิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน  หรือ วิจัยปฏิบัติการของผู้บริหาร) หรือ รูปแบบการพัฒนาสื่อ หรือนวตกรรมเป็นอย่างไร มีสาระสำคัญครบ กระชับ

- ถ้ามีคำศัพท์เฉาพะที่ต้องทำความเข้าใจกับผู้ฟัง ต้องมีคำอธิบายที่ชัด และแสดงให้เห็นการปฏิบัติในความหมายนั้น

- กระบวนการวิจัยในการหาคำตอบทำอย่างไร  แสดงให้ผู้ฟังเข้าใจว่า นักวิจัย ออกแบบการวิจัยที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์อย่างไร ได้ข้อมูลอย่างไร

- การจัดกระทำข้อมูลมีวิธีการอย่างไรที่จะตอบคำถามวิจัยข้อต่อข้อ  ได้ผลการสรุปการวิเคราะห์อย่างไร

(4)  เตรียมรายงานถึงสรุปผลการวิจัย

-  สรุปผลการวิจัยเป็นข้อความที่ตอบคำถามวิจัยข้อต่อข้ออย่างสอดคล้องชัดเจน โดยมีผลการวิเคราะห์เป็นหลักฐานของการลงข้อสรุป ข้อควรระวัง คือ การสรุปผลวิจัยเป็นองค์ความรู้ที่ได้จากการใช้ข้อมูลมาอธิบาย หรือ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์

-  เสนอความเชื่อมโยงระหว่างผลการวิจัยกับวัตถุประสงค์ หรือ สมมุติฐานของการวิจัย (ถ้ามี)

- ชี้ประเด็นให้เห็นประโยชน์ที่น่าจะได้จากผลการวิจัย

-  เสนอแนวทางการค้นหาความรู้ที่ยังขาด เพื่อเติมเต็มความรู้และประโยชน์ เป็นแนวทางการวิจัยครั้งต่อไปอย่างเหมาะสม และเป็นไปได้ ทั้งนี้ควรมีความเชื่อมโยงกับหลักการหรือทฤษฎี และความคาดหวังที่ได้กล่าวมาแล้ว

(5)  เตรียมการตั้งคำถาม หรือ เชิญชวนให้ผู้ฟังตั้งคำถาม

-  ปกติการรายงานวิจัย มักให้ซักถามบ้าง ถึงแม้จะใช้เวลาน้อย แต่จำเป็นที่จะให้ผู้ฟังได้เสนอคำถามหรือแลกเปลี่ยนความคิด และเป็นโอกาสที่ได้ชี้แจงกับผู้ฟังในประเด็นที่ผู้เสนอมองข้ามไป

-  ผู้เสนอรายงานจำเป็นต้องมีแผนจัดการกับเวลาที่กำหนด จึงจะมีโอกาสให้ตั้งคำถามได้

(6)  การเตรียมสื่อการนำเสนอ

- สื่อที่นักวิจัยใช้มีหลายชนิด เช่น เครื่องฉายข้ามศีรษะ สไลด์-คอมพิวเตอร์ วิดีโอ  อุปกรณ์ และเอกสารสรุปย่อ เป็นต้น  ทั้งนี้ ผู้วิจัยต้องเลือกให้เหมาะสมกับความถนัดของตน และ สามารถจัดหาได้ในเวลาที่นำเสนอ โดยมีหลักว่า  เรียบง่าย  ชัดเจน และเหมาะสม

- นักวิจัยต้องซ้อมจนคล่อง ต้องมั่นใจว่า เวลานำเสนอ สามารถจัดการหากมีปัญหาต้องสามารถแก้ไขได้

2. การนำเสนอ

(1) ควบคุมสติ  มีความเชื่อมั่น  ไม่ประหม่า  ทั้งนี้ เป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับผลการฝึกซ้อมมาก  บางคนที่รู้ตัวว่ามักขาดความเชื่อมั่นเมือมีผู้ฟังจำนวนมาก ก็จำเป็นต้องฝึกซ้อมกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน หรือ หาประสบการณ์จากการเข้าประชุมหลายที่ ผู้เขียนรู้จักนักวิจัยที่มีประสบการณ์การนำเสนอหลายเวที มีความเชื่อมั่นมาก และมีทักษะมาก

(2) วางตัว วางท่าทาง โดยเฉพาะการวางมือ  เช่นเดียวกัน บุคลิกภาพที่สง่ายอมเกิดจากความเชื่อมั่นในตนเอง ดังนั้น การฝึกซ้อมที่มากพอ จะสร้างบุคลิกภาพที่สง่าได้

(3) การแต่งตัว เป็นเรื่องที่มักละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า นักวิจัยรูเรื่องนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง  แต่หลายครั้งที่ผู้เขียน พบว่า การที่ผู้นำเสนอไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแต่งตัว ก็ทอนความสง่าได้  นอกจากนี้ มีกรณีที่พบว่า ความไม่พิถีพิถัน และรอบคอบอาจทำให้กระทบกับความเชื่อมั่นได้

(4) การควบคุมเวลา  ถึงแม้นักวิจัยจะเตรียมการในขั้นวางแผน 6 ขั้นอย่างดีแล้วก็ตาม  ในสถานการณ์จริงของการนำเสนอ นักวิจัยจำเป็นต้องควบคุมเวลา ให้สามารถพูดในสาระสำคัญได้ครบถ้วน  ดังเช่น ใช้เวลาแต่ละหัวข้อ ประมาณ 3-4 นาที หัวข้อ (1) ความเป็นมาของการวิจัยและวัตถุประสงค์/คำถามวิจัย  (2) ทฤษฎีหรือแนวความคิดที่ใช้ในการสร้างกิจกรรมการพัฒนาผู้เรียนหรือ นวตกรรม  หรือ สื่อ (3) การปฏิบัติการกับกลุ่มเป้าหมาย หรือ การปฏิบัติการพัฒนาสื่อ หรือ นวตกรรม    (4) วิธีวิจัย (กระบวนการเก็บข้อมูลและตอบคำถามวิจัย) (5) ข้อค้นพบและอภิปราย

3. การประเมินเพื่อพัฒนาการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้น ตอนนี้ นักวิจัยมักจะประเมินด้วยการสังเกตตนเอง และปฏิกริยาของผู้ฟัง และบรรยากาศโดยรอบในห้องประชุม  แต่การประเมินโดยฝ่ายจัดการมักมีการประเมินอย่างเป็นระบบ เพื่อประโยชน์ต่อผู้นำเสนอ ฝ่ายจัดการควรออกแบบการประเมินที่จะได้สาระสนเทศสนองต่อนักวิจัย ที่จะนำไปพิจารณาปรับปรุงการนำเสนอครั้งต่อไป  การออกแบบการประเมินที่เหมาะสม จะไม่ขอกล่าวในที่นี้

บทสรุป

ขอเสนอข้อสังเกตที่ฝากถึงนักวิจัยผู้เสนอรายงานบนเวที  ในหัวข้อ ข้อพึงปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติ ในการนำเสนอ

การนำเสนอที่มีเวลาจำกัดเพียง  20-25 นาที นักวิจัยจำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อม  และต้องนำเสนอด้วยความมั่นใจ  ข้อพึงปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติต่อไปนี้ รวบรวมจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนและจากการแลกเปลี่ยนความรู้จากเพื่อนอาจารย์ตลอดจนอ่านพบในบทความต่าง ๆ มีดังนี้

สิ่งพึงปฏิบัติ

  • ควรวางแผน กำหนดโครงสร้างสาระที่นำเสนออย่างรอบคอบ มีลำดับและความสอดคล้องตลอดเรื่องที่นำเสนอ
  • วางแผนเวลาที่ใช้ในการเสนอแต่ละหัวข้อ ประมาณ 3-4 นาที
  • มีการเตรียมการนำเสนออย่างจริงจัง ฝึกฝนการพูดให้กระชับ ชัดเจน ซ้อมพูดและจับเวลาทุกหัวข้อ  ปรับสาระและการพูดให้ตรงประเด็น กระชับ
  • วางแผนการใช้สื่อ เช่น สไลด์ powerpoint ให้พอเหมาะกับสาระ ทั้งด้านจำนวน และเวลาการฉาย
  • เนื้อหาในสื่อ ตรงประเด็น กระชับ ขนาดและสีตัวอักษรอ่านง่าย ควรคำนึงถึงคนฟังที่นั่งแถวหลัง ๆ ด้วย
  • การพูด ออกเสียงชัดเจน จังหวะเหมาะสม ไม่รีบร้อนเกินไป
  • ควรชี้แจงถึงจุดหมายของการนำเสนอ อธิบายถึงเหตุผลของการวิจัยอย่างชัดเจน
  • การนำเสนอควรเน้นการสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้ฟัง มีวิธีที่ให้ผู้ฟังเข้าใจเรื่องที่ซับซ้อน เช่นวิธีการทางสถิติ และการสรุปผลการวิจัย

สิ่งไม่พึงปฏิบัติ

  • อย่าอ่านเอกสาร แทนการพูด  ถ้ามีการเตรียมอย่างดี ไม่น่าจะเกิดอาการเช่นนี้
  • อย่าใช้อุปกรณ์ หรือสื่อการนำเสนอที่ยังไม่ได้ฝึกให้เกิดความคล่องแคล่ว
  • อย่านำเสนอตารางที่มีข้อมูลมากมายที่ยังไม่ได้วิเคราะห์  หรือมีรายละเอียดเกินความจำเป็นของการอธิบายสาระที่ต้องการ
  • อย่าเสนอตารางที่มีความซับซ้อน ควรแสดงเฉพาะส่วนที่เรียบง่าย และ.ได้การสรุปตีความที่ตรงประเด็น
  • อย่าใช้สื่อหลายอย่างที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ฟัง ผู้ฟังอาจสับสนหรือเสียสมาธิ
  • อย่าใช้ลูกเล่นของ powerpoint เพียงเพื่อการเพิ่มสีสรร อาจสร้างความรำคาญ เช่น เทคนิคการโยนตัวอักษรทีละตัวพร้อมเสียง
  • อย่าใช้วาจายกตน หรือ ชมตัวเอง ถึงแม้ผลการวิจัยจะน่าสนใจ ควรรายงานตามหลักฐานที่ปรากฎ
  • อย่าใช้วาจาดูถูกผู้ฟัง เช่น .ขอข้ามตอนนี้ไป เพราะเป็นเรื่องเข้าใจยาก
  • อย่าใช้เวลาเกินกำหนด เพราะเป็นการแสดงถึงความอ่อนซ้อม และไม่ให้เกียรติผู้ฟัง

ผู้อ่านจะร่วมให้ข้อสังเกตเพิ่มเติม โปรดเขียนประสบการณ์เพื่อประโยชน์ร่วมกัน จะขอบคุณมาก

ภาวิณี ศรีสุขวัฒนานันท์

Posted by: thainewschool | 05/10/2009

พักสมอง – เหตุผล

เหตุผล

ครูสอนศาสนา : บอกครูมาตามตรงเลยแซม เธอสวดขอบคุณพระเจ้าก่อนรับประทานอาหารหรือไม่
แซม : ผมไม่ต้องสวดหรอกครับครู แม่ของผมทำอาหารอร่อยอยู่แล้ว
ครูสอนศาสนา : !?!

Posted by: thainewschool | 05/10/2009

พักสมอง – ภราดรภาพ

ภราดรภาพ

ในชั่วโมงจริยธรรมของเด็กประถม 3 ครูนุ้ยผู้มีหุ่นตุ้ยนุ้ยสมชื่อตั้งคำถามกับเด็กๆ
“นี่แน่ะนักเรียน สมมุติว่าครูเห็นคนกำลังกระทำทารุณกับช้าง และครูเข้าไปห้ามปรามไม่ให้ทำเช่นนั้น แสดงว่าครูกำลังใช้คุณธรรมในเรื่องใด”
เด็กๆ ทำท่าคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เด็กชายที่นั่งด้านหลังสุดของห้องจะยกมือตอบด้วยความมั่นใจว่า
“ในเรื่องความรักกันฉันพี่น้องครับ”

ความสามารถพิเศษ

ครู :  นายหนุ่ม เธอทำอะไรในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้บ้างไหม
หนุ่ม : ได้ครับครู ผมอ่านลายมือของผมออก

Posted by: thainewschool | 05/10/2009

พักสมอง – เงินทอน

เงินทอน

วันสอบปลายภาคมาถึง หลังจากแจกข้อสอบนักเรียนทุกคนแล้ว อาจารย์ก็เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะ

เมื่อหมดเวลานักเรียนเดินมาส่งข้อสอบที่โต๊ะ อาจารย์สังเกตเห็นว่านักเรียนคนหนึ่งสอดเงินจำนวน 100 ดอลล่าร์ไว้ในกระดาษคำตอบ พร้อมกับข้อความสั้นๆ ว่า “1 ดอลล่าร์ ต่อ 1 คะแนน”

วันต่อมา อาจารย์แจกข้อสอบคืนนักเรียนผู้นั้น พร้อมกับเงินทอน 56 ดอลล่าร์

สูตรคณิตศาสตร์ง่ายๆ

คุณครูสอนคณิตศาสตร์สังเกตเห็นว่าจอห์นนี่มักนั่งใจลอยในห้องเรียนเป็นประจำ ครูจึงหาวิธีเรียกสมาธิของจอห์นนี่ให้กลับมาตั้งใจเรียน
“นี่แน่ะ จอห์นนี่ ถ้าโลกมีเส้นรอบวงยาว 25,000 ไมล์ และไข่ไก่ 1 โหลมีราคา 90 เซนต์ เธอคิดว่าครูจะมีอายุเท่าไร?”
“34 ปี ครับ” จอห์นนี่ตอบโดยไม่ลังเล
“คำตอบถูกต้อง” คุณครูอุทานด้วยความประหลาดใจ “เธอรู้ได้อย่างไร”
“ไม่ยากเลยครับครู” จอห์นนี่บอก “พี่สาวคนโตของผมอายุ 17 ปี และเธอเพี้ยนประมาณครึ่งหนึ่งของครู”

Older Posts »

Categories